Sunday, June 25, 2006

สารเคมีที่เรียกว่ารัก

เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ Metro Life นสพ.ผู้จัดการวันเสาร์ vitadam2002@yahoo.com
24-25 June 2006

ความรักเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ล่องลอย หรือเป็นสิ่งที่เราแยกแยะและจัดการให้ลงตัวได้?

อาทิตย์ที่แล้ว

นายวี โทรศัพท์มาครวญ คนที่เขาคบหาเพิ่งมาสารภาพว่า ตอนไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปมีอะไรกับใครบางคนในเซาน่า ทั้งๆ ที่นายวีโกรธและรับไม่ได้ แต่ก็ไม่คิดอยากจะเลิกกับแฟนคนนี้ แม้จะเพิ่งคบหากันมาแค่สองเดือน ตอนนี้เขาก็ยังโกรธๆ และคิดน้อยใจอยู่

อีกราย พอรู้ความจริงว่า ตัวเองไม่ใช่คนเดียวของเขา แต่เป็นเบอร์สอง ก็ร้องไห้ เสียใจ และบอกเลิกกันไปทันทีทั้งๆ ที่อยู่ด้วยกันมาสามปีกว่าแล้ว

ทำไมคนเราถึงเลือกจะเจ็บ จะรัก หรือหันหลังให้กัน? อะไรคือคำตอบที่แท้จริง และจะรู้ได้ยังไงว่า ฉันตัดสินใจไม่ผิด?

ดร. เฮเลน ฟิชเชอร์ (Helen Fisher) นักมานุษยวิทยาชื่อดังจากรัทเกอร์สยูนิเวอร์ซิตี้ สหรัฐฯ บอกว่า ความรักนั้นวิจัยกันได้ เธอจึงพยายามอธิบายความรู้สึกแห่งรสรักด้วยการเอาสมองมาสแกนหาปฏิกิริยาอาการและทดสอบเกี่ยวกับสารเคมีต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับการกระตุ้นจากอารมณ์รัก

และพบว่า หากจะอธิบายเรื่องความรักให้ได้ดี ต้องศึกษาจากองค์ประกอบสามส่วนที่สำคัญ เจ้าสิ่งเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า “Lust” “Romance” และ “Commitment”

หากจะพูดภาษาชาวบ้าน ก็น่าจะเรียกได้ว่า “หงี่ๆ” “กุ๊กกิ๊ก” และ “จริงจัง” คงจะได้

คนเราจะมีความรู้สึกสามอย่างนี้วนไปเวียนมาขึ้นลง เกิดขึ้นได้ในช่วงวัยต่างๆ กัน มากน้อยไม่เหมือนกันตามแต่สถานการณ์ เสียดายเธอไม่ได้บอกว่า เหล่าเกย์จะมีความรู้สึกอื่นใดที่เหมือนหรือมากกว่าชาวบ้านหรือไม่? เห็นแต่บ่นว่า “อกหักๆ” แต่จะว่าไปแล้วนะคุณ ใครๆ เพศไหนๆ ก็บ่นแบบนี้กันไม่ใช่เหรอ?

ท่านกูรูเรื่องรักยังบอกต่อไปว่า ก่อนที่คนเราจะรู้สึกผูกพัน (Commitment) กับใครๆ จนเห็นอนาคตร่วมกัน เราสองคนและเราอีกหลายคนก็ต้องผ่านทั้งอารมณ์ Lust และ Romance มาด้วยกันทั้งนั้น

ผมเลยไม่สงสัยแล้วว่า สำหรับผู้ที่โตเป็นผู้ใหญ่ และมีภาวะความรับผิดชอบแล้ว การมีเซ็กซ์กันก่อนจะคบเป็นแฟน หรือการเป็นแฟนแล้วค่อยขึ้นเตียง จะให้ผลแตกต่างกันมากมายอะไร หรือจะต้องยึดเป็นสูตรตายตัวเพื่อแสดงความดีงามที่เป็นแบบแผน

ตอนเด็กๆ ผมเคยเชื่อว่า คนเราจะมีอะไรกัน ก็ต้องเปิดเผยทุกสัดส่วน เมื่อมันถูกเปิดเผยจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือให้กับคนที่เรามีอะไรด้วยแล้ว-บนเตียง คนเราน่าจะรู้จักกัน ใกล้ชิดกันและไว้ใจกันมากขึ้น

แต่ก็เปล่า
มนุษย์เราไม่ต้องทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้งก็มีอะไรกันได้ เมื่อ Lust เกิดปรี่ล้น อะไรๆ ก็หยุดไม่อยู่เสียแล้ว และถึงแม้จะคุ้นเคยกันมาก่อน และต่อมาตัดสินใจร่วมด้วยช่วยกันกำจัด Lust ออกไป เราสองคนก็อาจจะเป็นคนแปลกหน้ากันอยู่ดี คุณว่า เรื่องนี้ฟังคุ้นๆ มั๊ย?
แต่คุณจะโทษ Lust ไปเสียทั้งหมดก็ไม่ได้นะครับ เพราะมันคือแรงขับดันอย่างหนึ่งในตัวคนเรา ตราบใดที่ยังมีความต้องการและสารเคมีซุกซนทั้งหลายในตัวคุณยังคงทำหน้าที่กระตุ้นต่อมของคุณอยู่อย่างขยันขันแข็ง

คนส่วนใหญ่จะพบว่า Lust คือน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนให้เราไปทำความรู้จักกับ Romance ได้และในที่สุด จะทำให้เราอยากแสวงหา Commitment หรือสิ่งที่ใครๆ ก็อยากได้ทั้งนั้นแหละ

ผมยอมรับว่า คนเราโดยเฉพาะมนุษย์เพศชายรวมทั้งเหล่าเกย์ทั้งหลายมักจะรู้สึก Lust กันขึ้นมาได้บ่อยๆ หรือบางคนคงเป็นทุกเวลา? ความรู้สึกแบบนี้มีไม่เท่ากันในทุกคนและแสดงออกมาในหลายรูปแบบ ลองนึกๆ ย้อนๆ ดูสิครับ เวลาอยู่กับเพื่อนสนิทๆ กัน ไม่ว่าคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชาย หัวข้อส่วนใหญ่ที่คุณเม้าธ์ หรือหยิบมาแซวกันเพื่อสร้างความครื้นเครง คืออะไร? หากไม่ใช่เรื่องใต้สะดือ?

ดังนั้น โปรดยอมรับและเปิดใจกว้างเสียก่อนว่า มันเป็นเรื่องธรรมชาติในตัวเรา ยามที่คุณเห็นวัตถุพึงใจอยู่เบื้องหน้า คุณย่อมจะมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ทีนี้แหละ ขึ้นอยู่ว่า คุณจะแสดงอาการตอบสนองออกไปอย่างไร จะใช้สติชั่งใจ หรือใช้ความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะ “เข้าหา”

เมื่อ Lust เกิดขึ้น ไม่ว่าจะกับกี่คน และกี่คราว พร้อมกันหรือต่างวาระกัน ในที่สุด คุณจะต้องการใครสักคนในนั้นที่คุณรู้สึก Lust ด้วย และต่อมาก็อยากจะกุ๊กกิ๊ก Romance ด้วย เหมือนกัน ราวกับเป็นความรู้สึกที่มีมูลค่าในตัวเพิ่มขึ้นมา

ผมเองเลยเพิ่งเริ่มจะเข้าใจว่า ทำไมมนุษย์เกย์บางคู่ที่คบหากันตั้งนานแล้วบอกยังว่า ยังไม่เคยมีอะไรกันเลยสักหนเดียว นอกจากนอนกอดกัน และจูบกันบ้าง ผมคิดว่า คงเป็นเพราะเขาทั้งสองรู้สึก Romance กันมากกว่าที่จะรู้สึกอยากปลดปล่อยกระมัง?

แต่ก็มีบางกรณีนะครับที่อาจเป็นข้อยกเว้น อย่างเช่น อีกฝ่ายทำไม่เป็น? ว่าแต่ว่า เป็นไปได้หรือที่ผู้ชายสองคนอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้อง คนหนึ่งดันกลัวที่จะให้อีกฝ่ายรู้ว่า ผมทำไม่เป็น? หรือเขามีเหตุผลอื่น เลยมัวแต่แสดง Romance อยู่ได้?

ผมเลยยังคงสงสัยอยู่ดีเวลาได้ยินใครพูดว่า “ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมเขาไม่ยอมลงมือ ‘จัดการ’ ชั้นซะที!!!! เอาแต่แค่กอดๆ จูบๆ”

ผมคิดว่า ยังไงก็ตาม ในกรณีนี้ คงต้องปล่อยให้ทั้งคู่เรียนรู้ และค้นหาตัวตนกันต่อไป เขาทั้งสองอาจจะไปไม่ถึงความรู้สึกอยากจะ Commit กันก็ได้ และมันอาจไม่จำเป็นที่ต้องถึงขั้นนั้น เพราะเพียงความรู้สึก Romance อย่างเดียว ย่อมไม่อาจก่อให้เกิดคำว่า “เราสองคน” ได้ แต่มันก็เป็นภาวะอารมณ์ที่ทำให้คุณยิ้มและมีความสุขได้ หมายเหตุ: ไม่รู้จะจริงหรือไม่ จากการศึกษาต่อๆ กันมาบอกว่า Romance นั้นมักจะมีอายุยืนยาวเพียงแค่ 18 เดือนหลังตัดสินใจจะคบหากัน

เอาล่ะครับ มาถึงเจ้าสิ่งที่เรียกว่า Commitment

เวลาคุณรู้สึกอยากจริงจังกับใครขึ้นมา ดร. ฟิชเชอร์บอกว่า ความรู้สึก Lust นั้น ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก คุณจะยังคงอยาก Lust กับคนอื่นๆ ด้วย แต่คุณจะไม่รู้สึก Romance ด้วยและไม่ได้รู้สึกอยากจะจริงจังกับคนๆ นั้นเท่ากับ “คนของคุณ”

เรื่องนี้ยังไม่จบ

ผมนึกถึงหนังตลกเรื่องหนึ่ง (Unconditional Love ปี 2002) โจนาธาน ไพรซ์ รับบทนักร้องวัยดึกที่ยังแอบอยู่ และมีคู่รักวัยหนุ่มกว่าและอยู่ด้วยกันมาหลายปีซึ่งรับบทโดยรูเพิร์ต เอเวอร์เรทต์ ในหนังเรื่องนี้ คุณโจมักจะขี้เหงาและขี้หงี่ และชอบปลอบแฟนหนุ่มของเขาเวลาแฟนเขาแสดงความไม่พอใจที่เขาเจ้าชู้นอนกับคนไปทั่ว คุณโจจะบอกว่า “I have sex with other men, but I sleep with you.”

-end-

All rights served.

10 comments:

beemanufan said...

ชอบประโยคสุดท้ายจังค่ะ ถึงแม้จะไปมีเซ็กส์กับคนอื่นก้ตาม แต่คนที่เรารักก็มีอยู่แค่คนเดียว

Anonymous said...

มันก้อเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่ว่าจะเน้นว่าความรักหรือความใคร่ อะไรมีความสำคัญมากกว่ากัน
พวกเกย์หรือผู้ชาย แทบทุกวันล่ะ ที่เจ้าแม่หงี่เซียนประทับร่าง ไม่งั้นสถานที่ปลดปล่อย ไม่มีมากขนาดนี้หรอก sauna, dark room ขนาดในclub (disco)ที่นี่ (Tokyo)ยังมี dark room zone ด้วยเลย นอกเรื่องล่ะ
ตัวผมเองก้อยังมีความขัดแย้งในตัวเลย อย่างประโยคสุดท้าย มันเหมือนเป็นการแก้ตัวหรือเปล่า ถ้ารักแบบidealistic มันก้อไม่ควรมีการนอกใจ ต่อให้หงี่ขนาดไหนก้อตาม แต่ความจริงมันเป็นไปได้ยาก ถ้าการมีเซ็กส์กับคนอื่น แต่ปากก้อบอกรักเรา ต้องให้ชัวร์แบบที่มยุราเคยบอก ไปกินนมวัวที่อื่นได้แต่ห้ามเอาวัวมาเลี้ยง ที่สำคัญ ไปมีอะไรกับคนอื่นแล้วนะ ไม่ว่าหรอก แต่ถ้าเอาของแถมมาฝากนี่ซิ น่ากลัว ปัจจุบันโรคมันเยอะ ต่อให้ไว้ใจกันขนาดไหนก้อตาม โอกาสพลาดมันก้อมี แล้วแต่ว่าใครจะเจอแจ็คพอต ก้อแล้วกัน

Anonymous said...

ชอบมั่กมากครับ รู้สึกว่าตรงกับตัวเองดี เพราะตอนนี้ตัวเองก็ตกอยู่ในสภาพที่รักคนที่มีเจ้าของแล้วเหมือนกัน ความรู้สึกเหรอ ก็ไม่สู้ดีเท่าไหร่หรอก สุกๆ ดิบๆ เหมือนจะสุข แต่ก็ไม่สุข เหมือนจะไม่มีความสุข ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว แต่ก็ยังโอเคนะ ที่ยังได้รู้จักกับคำว่ารักบ้าง ขอบคุณมากนะครับที่เอาเรื่องราวดีๆ มาให้อ่าน แต่จริงๆ แล้วเรื่องแบบนี้น่าจะออกมาเร็วๆ กว่านี้นะครับ คงช่วยผมไ้ด้มาก ผมคงเอาเรื่องนี้ไปให้คนของผม และแฟนของคนของผมอ่าน เค้าคงจะรับรู้เรื่องราวและความรู้สึกต่างๆ ของผมได้เป็นอย่างดีนะครับ แต่ยังงัยซะก็ยินดี และเต็มใจที่จะติดตามอ่านของพี่ตลอดไปครับ

อิทธ์ said...

หวัดดีครับ

เขียนเหมือนเหน็บๆ มันโดนใจแป็ปๆ ผมว่าการที่เราไม่ต้องรู้จักใครมากพอ ก็สามารถทำให้เรามี Lust กันได้ เพียงเพราะเรามองว่ามันเป็นเพียงแค่ "just sex" เท่านั้น หรืออีกมุมหนึ่ง เพราะต่างคนก็ต่างที่จะจ้องมี Lust อยู่แล้ว กว่าจะก้าวข้ามไป “Romance” มันก็กลายเป็นว่า เราอยากผูกพันเขาไว้แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่อีกฝ่ายมักเลือกที่จะไม่มีพันธะ

"ไม่มีพันธะ" --- คำนี้ใช้กันบ่อยมากๆ คุ้นๆกันมั้ยครับ

มีคนบอกผมมาว่า "หากเราใช้เซ็กส์เป็นตัวนำ เราก็จะได้แค่เซ็กส์เท่านั้น ไม่ใช่ความรัก" พอเราใช้เซ็กส์เป็นตัวนำบ่อยๆเข้า สุดท้ายเราก็ไม่เข้าใจหรือไม่รู้ว่าอะไรคือความรัก

สุดท้ายก็ไปโทษความรัก

ทำไมเราจะเริ่มทำความรู้จักกันให้ดีกันก่อนไม่ได้หรือ เก็บ "เซ็กส์" ไว้ทีหลัง เพราะยังไงถ้าอยากมีเซ็กส์ มันมีไม่ยากอยู่แล้ว(หรือเปล่า?)แต่การที่จะรู้จักใครสักคน มันใช้เลานานมากนะครับ กับแค่เซ็กส์เพียงไม่กี่ชั่วโมง เราก็ได้รู้จักแล้ว

อิทธ์ said...

"การมีเซ็กซ์กันก่อนจะคบเป็นแฟน หรือการเป็นแฟนแล้วค่อยขึ้นเตียง จะให้ผลแตกต่างกันมากมายอะไร หรือจะต้องยึดเป็นสูตรตายตัวเพื่อแสดงความดีงามที่เป็นแบบแผน"

พอมาอ่านอีกที ผมสนับสนุนสูตรนี้หรือเปล่าเนี่ย?

ปล.มีคนบอกผมมาว่า "หากเราเริ่มที่ความรักแล้วค่อยมีเซ็กส์ มันจะเป็นเซ็กส์ที่มันส์กว่าเซ็กส์ครั้งไหนๆ"

Anonymous said...

Sex ที่ตามหลังความรัก และทำกับคนที่เรรัก และรักเรา ผมว่ามันวิเศษมากครับ


ผมว่า sex ควรจะมีกับคนที่เรารักเท่านั้น (จะพยายามให้มันเป็นแบบนั้นนะ)

สาวอิสานรอรัก said...

สวัสดีค่ะ กูรูวิทยา

ประโยคสุดท้ายนี้ สาวอิสานรอรัก รับไมได้ค่ะ
"i have sex with other but i sleep with you"

นี่คงเป็นทฤษฏีใหม่ที่พิ่งเกิดในช่วงราวๆ ไม่เกิน 30 ปี นี้กระมัง

ผู้คนสมัยยุคสงครามโลกครั้งที่สอง สมัยยุคสงครามโลกครั้งที่ หนึ่ง คงไม่มีใครได้ยินประโยคนนี้

โดยส่วนตัวสาวอิสานรอรักคิดว่า
"เพราะคนเรามีโอกาสมากขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น เลยเข้าข้างตัวเองว่า "เอาๆ" กันไปเถอะ ไม่เสียหายอะไร"

มนุษย์จะปล่อยให้สารเคมีเป็นตัวกำหนดความต้องการอย่างนั้นหรือ สารเคมีหลั่งออกมาบอกให้เอา ก็เอาอย่างนั้นหรือ

แล้วจิตที่ควบคุมร่างกายของเราล่ะ ไปไหน????

ใครทำได้ก็ทำไปนะคะ เพราะนานาจิตตังค่ะ

ถ้าให้คุณๆ เลือก ระหว่าง

ถูกใจก็เอามันไปเรื่อยๆ ประมาณ สักพันคน เมื่อคบ หนึ่งพันคนพอดี คุณกลับพบว่า พวกเขาเหล่านั้นไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษแค่ผ่านมาแล้วผ่านไป

กับ

เพียงใครสักคนหนึ่ง เป็นจูบเดียวที่คนโหยหา เป็นสัมผัสเดียวที่คุณรอคอย เป็นวิญญาณและเลือดเนื้อเดียวที่คุณถวิล และกำซาบลงไปถึงหัวใจ

คุณจะเลือกอะไร

สาหรับสาวอิสานรอรัก มีความเห็นส่วนตัวว่า
"เมื่อคุณเจอใครอย่างนั้น คุณจะอยากไปมีอะไรๆ กันใครอื่นอีกทำไม???" (ไม่เข้าใจ)

Vitaya S. said...

สวัสดีครับ ขอบคุณทุกๆ โพสต์เลยนะครับ ผมคิดว่า ความหลากหลายนำคนสองคนมาเจอกันและยังทำให้คนสองคน (คู่เดิม หรืออีกคู่ก็ตาม) จากกันไป แต่สิ่งที่เหลือคงเป็นการเรียนรู้ตัวเอง รับรู้ความรู้สึกต่างๆ แล้วนำมาสร้างความเข้าใจกับชีวิต และโลก และเราจะตอบได้ว่า เราอยู่เพื่อใคร หรือเพื่ออะไร

เวลาคุยกับเพื่อนเรื่องเซ็กซ์ ก่อนจะผูกพัน หรืออยากสร้างความผูกพันก่อนมีอะไรกัน คุยได้ยาวจริงๆ เป็นเรื่องที่แต่ละคนจะมีปรัชญาชีวิตของตัวเอง และมีหลายๆ กรณีที่เพื่อนฝ่ายหนึ่งเคยยึดมั่นอย่างหนึ่ง แต่แล้ว เวลาผ่านไป มันก็เปลี่ยนไปอยู่อีกฝ่าย ขณะที่อีกฝ่ายก็ย้ายมาฝ่ายตรงข้าม ทำให้เรื่องราวยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก ไว้จะมาเล่าต่อ

หรือใครอยากเล่าเรื่องอะไรก็ได้นะครับ

ครั้งแรกของฉัน...
ครั้งแรกของเขา...
หรือ ครั้งแรกของเรา...

รักคืออะไร?

เพศสัมพันธ์ มีอะไรมากกว่านั้น ในนั้นไหม?

(มี ไม่มี ไม่บอกหรอก เขิน... etc.)

big said...

เห็นด้วยกับคุณสาวอิสานรอรัก ครับ
(ว่าแต่ว่า เลิกรอ หรือ เจอแล้วยังอ่ะ ? อิอิ)

สรุป คือถ้าเราจะฝ่าฟันจาก lust - romance - commitment คือ "คลิก" กันทุกประการ ประมาณนี้แล้วกัน
หายากนะครับ เกือบจะเป็นเรื่องในอุดมคติไปเลย เพราะมันต้องเป็นอย่างเดียวกันทั้งสองฝ่าย

แปลกนะครับสำหรับบางท่าน เมื่อคิดเรื่องความรัก จะมองมันอย่างเทิดทูนบูชา เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต เลือกแล้วเลือกอีก รู้สึกแล้วรู้สึกอีก
เพียงเพื่อที่จะยอมรับว่า จริงๆแล้ว มันมีโอกาสเป็นไปได้ยากมากๆ
พอมาถึงจุดนี้แล้ว romance - commitment จะลดระดับลงสู่ความเป็นไปไม่ได้ตามไปด้วย หลายคนจึงเลือกที่จะสนุกอยู่กับ lust หรือเลือกที่จะ "ไม่มีพันธะ" .... จะด้วยเพราะไม่มีหวัง / หมดหวังที่จะเจอ romance - commitment อะไรก็ตามแต่

หลายคนเลือกที่จะเฉยๆ neutral ไปเลย

มีเพื่อนฝรั่งคนนึง เขียนถึงเรื่องการแสวงหารักแท้ในโลกไซเบอร์ได้เท่มาก
... finally, I've learn that I'm looking for love without knowing it ..

Anonymous said...

ชอบความคิดของคุณ สาวอิสานรอรักมากครับ ที่โพสต์ว่า

ถ้าให้คุณๆ เลือก ระหว่าง

ถูกใจก็เอามันไปเรื่อยๆ ประมาณ สักพันคน เมื่อคบ หนึ่งพันคนพอดี คุณกลับพบว่า พวกเขาเหล่านั้นไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษแค่ผ่านมาแล้วผ่านไป

กับ

เพียงใครสักคนหนึ่ง เป็นจูบเดียวที่คนโหยหา เป็นสัมผัสเดียวที่คุณรอคอย เป็นวิญญาณและเลือดเนื้อเดียวที่คุณถวิล และกำซาบลงไปถึงหัวใจ

คุณจะเลือกอะไร


ได้ฟิลล์มากเลยครับ ตรบมือให้เลยดัง ๆ

* * เอ็ม * *