Sunday, August 20, 2006

เรื่องอยากรู้บนเตียง (1)

เลิกแอบเสียที /วิทยา แสงอรุณ Metro Life นสพ. ผู้จัดการวันเสาร์ vitadam2002@yahoo.com 19-20 Aug 2006

อะไรๆ บนเตียงน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวของ ‘คนที่อยู่บนเตียง’ ใช่ไหมครับ? หมายเหตุ: ไม่ใช้คำว่า ‘เป็นเรื่องของคนสองคน’ เพราะบางที จำนวนก็ไม่ใช่แค่สอง

ดังนั้น ฉันจะทำอะไรกับใครบนเตียง ก็เป็นเรื่องของฉัน ชาวบ้านไม่เกี่ยว ซึ่งคนที่ยังต้องปกปิดความรู้สึกรักชอบเพศเดียวกันส่วนใหญ่ก็มักจะพูดแนวๆ นี้ทั้งนั้นเวลาเกิดไปรับรู้มาว่า มีใครบางคน ไม่ว่าจากที่ทำงานหรือคนแถวบ้านกำลังพยายามจะรู้หรือล้วงความลับของเขาอยู่

ตามหลักการแห่งสิทธิส่วนบุคคลก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เรื่องบนเตียงน่ะ มันเป็นเรื่องส่วนตัวแท้ๆ อย่ามายุ่งกัน

แต่ตามธรรมชาติของมนุษย์ในฐานะสัตว์สังคม คงยากที่จะปิดกั้นความอยากรู้อยากเห็นของบรรดาชาวบ้านทั้งหลาย

สำหรับกระผมเอง ความจริงแล้ว..ก้อ...ไม่ได้อยากจะไปรู้เรื่องบนเตียงของชาวบ้านหรอก มาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านอาจจะท้วงในใจว่า นายวิทยาเอาอะไรมาพูด เห็นแต่เขียนเรื่องชาวบ้านเป็นวรรคเป็นเวร

แหม...แต่คุณๆ ก็อ่านกันเป็นวรรคเป็นเวรเหมือนกันนี่นา?

เอาเถอะ อย่างเร็วๆ นี้ ก็เพิ่งไปรับรู้เรื่องบนเตียงของชาวบ้านมาอีก จะว่าไม่ตั้งใจก็กระไรอยู่ เพราะผมกับเพื่อนช่วยกันออกแบบสอบถามสำหรับงานๆ หนึ่ง แล้วก็จัดสัมภาษณ์เป็นหมู่คณะซะเลย เรียกเท่ๆ ว่า Focus Group ก็ได้

จำนวนชาวบ้านก็ไม่มากไม่น้อยล่ะครับ ยี่สิบคนเอง

อายุอานามของคนที่มาร่วมด้วยช่วยกันก็มีตั้งแต่ 21 ถึง 40 ปี ผู้ที่มาได้ก็คือ ท่านผู้อ่านบางคนที่คุ้นเคยจนเป็นเพื่อนกัน เลยไว้ใจและยินดีมา บางคนก็ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน บางคนก็เป็นเพื่อนของเพื่อนร่วมงานชักชวนกันมา

ผมยังนึกๆ อยู่เลยนะครับ ถ้าไม่ได้เลิกแอบและไม่ได้เขียนคอลัมน์นี้ งานประเภทนี้จะทำสำเร็จไหมนี่ : สำรวจความรู้สึกของผู้ชายรักผู้ชายขณะปฏิบัติกิจกันบนเตียงนอน

โจทย์ก็คือ หากจะมีแคมเปญรณรงค์ในหมู่ชายรักชายให้ใช้ถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่นทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ควรจะมีเนื้อหา องค์ประกอบใดบ้างในการนำเสนอ? อะไรคือสิ่งที่จะทำให้คนสนใจติดตามแคมเปญรณรงค์ชิ้นนี้? และได้ผลในวงกว้าง?

งานชิ้นนี้สำคัญมากนะครับ เพราะในประเทศไทย ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในรูปแบบหนังโฆษณาที่มีผู้ชายสองคนทำอะไรกันอยู่บนเตียง

จากการทดสอบด้วยการให้ดูภาพวาดตัวอย่าง สิ่งที่พวกเราค้นพบจากการจัด Focus Group ซึ่งแบ่งเป็นสามกลุ่มนั้น ก็ทำให้ผมและทีมงานรู้สึกอึ้งและทึ่งหลายๆ เรื่องด้วยกัน อย่างเรื่องที่น่าจะรู้กันแล้ว กลับพบว่า ยังไม่รู้

ที่น่าสนใจคือ คนส่วนใหญ่รับรู้ในใจอยู่แล้วว่า อัตราการติดเชื้อ HIV ในหมู่ชายรักชายมีมากขึ้น แต่พอพวกเขาได้เห็นตัวเลขว่า อัตราติดเชื้อในประเทศไทย จากการสำรวจในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่นั้นเพิ่มขึ้นเป็น 28 เปอร์เซ็นต์ไปเรียบร้อยแล้วในปัจจุบันนี้ จากเดิม 17 เปอร์เซ็นต์เมื่อสองสามปีก่อน พอรู้ พวกเขาก็แสดงอาการตกใจไม่น้อย

ความจริงแล้วตัวเลขนี้ไม่ใช่ข่าวใหม่ เพราะมีการตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์มาหลายหน แต่ดูเหมือนว่า จะไม่ค่อยมีใครสนใจ

และพอบอก Focus Group ไปว่า เมื่อเทียบเป็นอัตราส่วน จะเท่ากับ 1 ใน 3 ของชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (ซึ่งหมายรวมถึง ชายทั่วไปด้วยที่ทำงานด้านให้บริการทางเพศแก่ผู้ชาย) พวกเขาก็รู้สึกว่า มันไม่ธรรมดาแล้ว และเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรับรู้และระวังตัวมากขึ้น

คุณล่ะครับ รู้สึกยังไง? หากเกิดเห็นผู้ชายเดินกันมาสามคน หรือยืนกันอยู่สามคนตรงโต๊ะในผับ หรือในบาร์ดิสโก้ แล้วรู้ว่า หนึ่งในนั้นติดเชื้อ HIV?

ในการสำรวจความเห็น เรายังอยากรู้อีกด้วยว่า ในหมู่ Focus Group สามกลุ่มนี้ ถุงยางอนามัยล่ะ มีการใช้มากน้อยแค่ไหน?

จากจำนวน 20 ท่านที่มาในงานนี้ ครึ่งหนึ่งมีแฟนแล้ว และอีกครึ่งหนึ่งยังไม่มีแฟน มีเพียงหกคนที่บอกว่า ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับใคร แล้วเราก็พบว่า มีหลายท่านไม่ใช้ถุงยางอนามัย บางท่านก็ใช้แต่สารหล่อลื่นอย่างเดียว

ผมระบุตัวเลขให้ชัดลงไปไม่ได้หรอกนะครับ เพราะการทำ Focus Group ไม่สามารถเก็บสถิติในเชิงปริมาณ แต่เป็นแนวทางสำรวจ และเจาะลึกความรู้สึก และความคิดเห็นมากกว่า

แต่พอรู้ว่า ในกลุ่มนี้ มีคนที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ แต่กลับไม่ค่อยได้ใช้การป้องกัน ผมก็รู้สึกเสียวๆ แทนอยู่เหมือนกัน หากเกิดมีใครบางคนที่อยู่ใน Focus Group นี้ ที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมนี้ เป็นคนที่รู้จักกัน แล้วเกิดติดเชื้อ HIV ไปแล้ว แต่ยังไม่รู้ตัวล่ะ?

ใครที่คิดว่า เรื่องเอชไอวี และเรื่องเอดส์ เป็นเรื่องไกลตัว ไม่ต้องใส่ใจ หรือคอยติดตาม
ความเคลื่อนไหว คงต้องลองคิดทบทวนดูใหม่นะครับ

...มันอยู่รอบตัวเรา...

เมื่อเจาะลึกลงไปในขั้นตอนการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เราก็พบว่า มีหลายคนไม่เห็นความสำคัญของการใช้สารหล่อลื่นเลยเวลามีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ และอีกหลายๆ คนไม่รู้ว่าจะมีผลอะไรบ้างหากไม่ใช้ และที่สำคัญ ไม่แน่ใจว่า คำว่า “สารหล่อลื่นชนิดน้ำ” หรือ “water-based lubricant” เนี่ยแปลว่าอะไรกันแน่?

ในห้องประชุมแห่งนั้น ใครบางคนยกมือขึ้นแล้วถาม “เอ...มีสารหล่อลื่นชนิดน้ำแล้ว มีสารหล่อลื่นชนิดแห้งด้วยเปล่า?”

นี่เขากำลังรู้สึกหิว หรือรู้สึกอยากกินก๋วยเตี๋ยวขึ้นมารึยังไง? แต่จริงๆ แล้วเขาสงสัยจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งแกล้งตลก

ครับ เรื่องจริงก็คือ มีหลายคนที่ไม่รู้ว่า สารหล่อลื่นชนิดน้ำ ต่างจากสารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมเป็นน้ำมัน ในหลายๆ กรณี โดยเฉพาะหมู่วัยรุ่น ถึงเวลาสำคัญปุ๊บ ก็คว้าเบบี้ออยที่อยู่ใกล้มือปั๊บ เอามาทาๆๆ เลย ผลก็คือ ถุงยางอนามัยรั่ว หรือฉีกขาดโดยไม่รู้ตัว

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า สารหล่อลื่นชนิดน้ำ เป็นสิ่งที่ต้องใช้ควบคู่ไปกับการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เว้นแต่คุณจะแค่ออรัลเซ็กซ์ หรือใช้ปากบริการก็ไม่ต้องใช้สารหล่อลื่นนะครับ

แต่เพื่อความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์อย่าใช้ปากเปล่าๆ กับใครๆ ควรให้บุคคลนั้นสวมถุงยางด้วยจะดี และสบายใจ แต่น่าแปลกคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมทำอยู่ดี ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปากของคนเราสกปรกกว่าเจ้าหนูนะครับ หากคุณรักเจ้าหนูของคุณ ควรป้องกันเขาให้ดีจากการบริการของใครๆ

ขอเล่าต่อสัปดาห์หน้านะครับ เรื่องบนเตียงของชาวบ้าน จะให้จบกันเร็วๆ ได้ซะเมื่อไหร่

-end-

All rights served.

3 comments:

beemanufan said...

เพราะพี่วิทย์ทำโฟกัสกรุ๊ปหรือเปล่า ถึงได้เกิดโครงการที่จะผลิตโฆษณารณรงค์การใช้ถุงยางอนามัยเวลามีเพศสัมพันธ์ พี่วิทย์เมล์บอกเราเรื่องนี้ จำได้ค่ะ ที่จริงก็ดีนะคะ เราว่าโฆษณาตัวนี้ใช้ประโยชน์ทั้งโฮโมและชายจริงหญิงแท้เลยค่ะ แต่พึ่งรู้ว่าเกย์บางคนไม่เคยรู้สถิติการติดเอดส์ที่เพิ่มขึ้นในหมู่เกย์ ในขณะที่เราทราบเรื่องนี้เพราะอ่านข่าวเจอค่ะ หลายเดือนแล้วมั้งคะที่มีผลวิจัยออกมา
ปล.เราส่งเมล์ไปหาพี่วิทย์ เปิดอ่านด้วยนะคะ อ้อ ช่วงนี้ที่แพร่ฝนตกทุกวันเลยค่ะ มีคำเตือนเรื่องนำท่วมด้วย

Good Health said...

พี่วิทย์ นะพี่วิทย์ หลอกให้เราอ่านจนจบแล้วก็มาบอกว่าต่ออาทิตย์หน้า เฮ้อ อย่างนี้เค้าเรียกว่า หลอกให้อยากแล้วจากไปนะเนี่ย ...

ดีนะครับที่สัปดาห์นี้ได้อ่านเรื่องราวอัพเดทเกี่ยวกับ HIV เพราะจริงๆ แล้วไม่ค่อยจะได้มีโอกาสติดตามข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่

แล้วจะมาติดตามอีกนะครับ

Anonymous said...

หาก"คุณ" รู้ว่ามี HIV อยุ่ในร่งกาย "คุณ" จะทำร้าย คนอื่นไหม?
ผมว่า มากกว่า 70 เปอร์เซนต์ คงมีความคิดว่า "จะต้องหาเพื่อนให้มากที่สุด เพื่อความไม่รู้สึกโดดเดี่ยว"
ผมก็เคยมีเซ็กส์กับแฟนเก่าโดยไม่ใช้ถุงยางเพราะเรา "มั่นใจ"ในตัวเขา แต่สุดท้าย ก็คิดผิด?
ไม่ใช่ผมมี HIV หรอกนะครับ คิดผิดตรงที่ ในขณะที่มีผม เขาก็มีคนอื่น...อีกหลายคน
หากถามว่า แล้วทำไมเขาไม่ใช้ถุงกับผมล่ะ...ก็เพราะเขากลัวว่าผมจะ "รู้" น่ะซิครับ
ผมคิดว่าหลายคนที่ติดเชื้อ HIV เพราะความ "ไว้ใจ" นี่แหละครับ
...........................
พี่วิทย์ที่รัก......ครับ
ไม่ทำแบบสอบถามทางเน็ตบ้างล่ะครับ น่าจะได้ข้อมูลอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งจำนวน ทัสนะคติ ข้อมูลนี้น่าจะสะท้อนสังคมเกย์เมืองไทยได้...

เพื่อ "แก้ไข" และ"ป้องกัน" ครับ
คงมีคนเก่งเขียนโปรแกรมินดีที่จะทำให้ ถ้าผมเขียนเป็นนะจะเขียนให้ฟรีเลย

มีอะไรให้ช่วย...ยินดีนะครับ....คนดี
ภาณุ.........
(อ่านเมล์ผม คงรู้ว่าใคร)