Sunday, November 05, 2006

Open Relationship…ยังไง?

เลิกแอบเสียที / วิทยา แสงอรุณ Metro Life นสพ. ผู้จัดการวันเสาร์ vitadam2002@yahoo.com Nov 4-5, 2006

ไม่ว่าใครที่มีแฟนเป็นตัวเป็นแล้ว จะอยู่บ้านเดียวกัน หรือยังคงแยกกันอยู่ สักวันหนึ่งคงต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า “ฉันไปมีอะไรกับคนอื่น ได้ไหม?”

แล้ว...ถ้าเป็นกรณีนี้ล่ะ “เราต่างคนต่างไปมีอะไรกับคนอื่น จะได้ไหม?”

สำหรับเพื่อนฝูงของพวกเขา หรือใครๆ ที่ได้ยินอย่างนั้นก็คงจะตั้งคำถามตามมาว่า งั้น...เอ็งสองคนจะเป็นแฟนกันไปทำไม ในเมื่อต่างคนก็ยัง “อยาก” จะมีอะไรกับคนอื่น?

ผมเชื่อว่า พอมาถึงจุดนี้ คุณผู้อ่านของผมคงเสียงแตกเป็นสองฝ่ายแน่ๆ และมีหลายกรณี อย่างในกลุ่มเพื่อนฝูงผมเอง ประเด็นนี้จะเผ็ดร้อนราวๆ กับเรื่องการเมือง และเรื่องศาสนา ที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่า แนวทางของตัวเองเหนือกว่า งั้นก่อนที่จะแตกกันไปมากกว่านี้ ขอให้ผมเรียกคุณๆ ฝ่ายหนึ่งว่า กลุ่มรักที่จะปิด (Closed Relationship) และคุณๆ อีกฝ่ายว่า กลุ่มรักที่จะเปิด (Open Relationship) ละกัน

จากที่พบมา ผมเชื่อว่า คุณผู้อ่านหลายท่านก็คงจะเหมือนผมที่มักจะเจอประชากรของทั้งสองกลุ่มอยู่เสมอๆ แล้วคุณเคยสังเกตไหมว่า ประชากรของทั้งสองกลุ่มนี้แตกต่างกันยังไง?

โดยปกติ คนเราย่อมมีทัศนคติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในการครองคู่ และทัศนคติเรื่องเพศสัมพันธ์แตกต่างกันอยู่แล้ว กลุ่มปิดจึงมักจะโดนเรียกว่า เป็นพวก Conservative หรือพวกหัวเก่าที่ยึดมั่นถือมั่นในกฎกติกาที่ว่า การมีใครสักคนเป็นคู่เป็นตัวเป็นตน ก็ควรซื่อสัตย์ และรักเดียวใจเดียว ห้ามไปข้องเกี่ยวกับใครตลอดไป คนกลุ่มนี้มักจะรักแบบโรแมนติก บ้างก็มีหลักการบางอย่างที่น่ายกย่องในการควบคุมตัวเองไม่ให้ไปเหล่ใครๆ

ส่วนกลุ่มเปิด ที่ผมพบนะครับ คือคนที่มักจะมีประสบการณ์ท่องไปในโลกกว้างมามากแล้ว รักอิสระ ชอบท้าทายกฎเกณฑ์ บางครั้งก็ชอบหาเรื่องใส่ตัว กลัวชีวิตจะอยู่กับที่ เป็นผู้แสวงหาความแปลกใหม่เสมอ ดูผิวเผินแล้ว เป็นบุคคลที่น่าถูกตำหนิ เพราะไม่ต้องการรับผิดชอบ เพราะอยากจะมีเซ็กซ์กับใครๆ ไปเรื่อยๆ อยากเหมือนแสวงหาไม่จบสิ้น

คนกลุ่มนี้มักจะมีประสบการณ์การมีคู่มาก่อน และเข้าใจไปว่า การยึดมั่น หรือยึดติดอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งตลอดเวลา เป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่า กระนั้นพวกเขาก็ยังยืนยันว่า ต้องการมีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักคน แต่ไม่สัญญาว่า จะไม่ไปมีอะไรกับคนอื่น

ความคิดเรื่อง รักเดียวใจเดียว กับมีรักกับคนๆ เดียว-แต่ขอมีอะไรกับคนอื่นด้วยนี้ มีอิทธิพลทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องมากนะครับ สำหรับคุณผู้อ่านที่ไม่ได้เป็นเกย์ และเลสเบี้ยนคงไม่ค่อยได้รู้สึกในแง่นี้

ชายรักชายหลายๆ คนที่ผมพบ มักจะมองว่า ในเมื่อสังคมกระแสหลักตั้งเงื่อนไขว่า รักเดียวใจเดียวเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และให้คุณค่ากับคู่ที่ “monogamy” มาก (แต่มักไม่ค่อยตั้งประเด็นเรื่อง สามีชอบไปอาบอบนวด หรือไปเที่ยวใช้บริการ) การที่คนๆ หนึ่งเป็นคนรักชอบเพศเดียวกัน หรือเรียกว่าเป็นพวก “outcast” (พวกนอกคอก) ของสังคมอยู่แล้ว “จะไปใช้ชีวิต และปฏิบัติตัวตามกระแสหลัก และให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ เหมือนสังคมกระแสหลักทำไม?”

คนกลุ่มนี้จะพยายามทำอะไรที่แตกต่างที่คิดว่าจะแหวกกระแส และต้องการแหกคอกร่ำไปในแทบทุกเรื่อง ในขณะเดียวกันก็จะถูกตั้งแง่จากคนกลุ่มแรกที่เป็นคนกลุ่มปิดว่า พวกแกเป็นพวกไม่รักดี สำส่อน และมักมาก

แม้จะอยู่คนละขั้ว แต่คุณเชื่อไหมครับว่า คนทั้งสองกลุ่มมีอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน? นั่นคือ...ความกลัว

คนกลุ่มแรกมีความกลัวและความหวาดระแวงอยู่เสมอว่า คู่ของตนจะแอบไปมีคนอื่น กลัวว่า เขาจะไปเจอคนที่ดีกว่า กลัวว่าตัวเราจะสู้ไม่ได้ ยิ่งถ้าคุณได้แฟนที่ดูดีมีเสน่ห์เหนือกว่าคุณ เป็นที่ต้องตาของหนุ่มโต๊ะข้างๆ ในผับ คุณจะยิ่งหวาดผวามากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ควรปิดประตูตายเสียเลยว่า ห้ามไปมีอะไรกับใครคนอื่นเด็ดขาด

ขณะที่คนกลุ่มที่สอง ก็มีความกลัวเหมือนกัน พวกเขากลัวว่า การมีสัมพันธ์กับคนเพียงคนเดียว ทำให้อิสระที่เคยมีสูญเสียไป แต่ลึกๆ แล้ว จากรายงานการวิจัยบางฉบับก็ชี้ว่า คนประเภทนี้ส่วนใหญ่แล้ว มักจะกลัวความรู้สึกใกล้ชิด กลัวความรู้สึกผูกพันกับใครคนหนึ่งที่เพิ่มพูน เพราะความใกล้ชิด เปิดอก เปิดทุกสิ่งทุกอย่างในตัวมนุษย์คนหนึ่งจะนำพาให้เขาต้องเปิดเผยความรู้สึกที่เก็บลึกอยู่ก้นบึ้ง

ความใกล้ชิดกับใครมากๆ จะไปกระชากตัวตนที่แท้จริง หรืออีกนัยหนึ่งคือ ไปเปิดไฟให้ด้านมืดของตัวเองสว่าง น่ากลัวมากโดยเฉพาะเมื่อเปิดไฟแล้ว ตัวฉันเองก็ต้องเผชิญหน้ากับมันด้วย มันอาจจะไม่สวยงาม และไม่อยากยอมรับ ซึ่งนั่นอาจจะนำมาซึ่ง “การปฏิเสธ” และรู้สึกว่า ตัวเองล้มเหลว

คุณลองนึกดู การถูกปฏิเสธเกิดขึ้นบ่อยๆ ในชีวิตของคนเรา สำหรับชีวิตของเกย์ส่วนใหญ่ ก็...แทบทุกเรื่องตั้งแต่เริ่มจำความได้ คุณโดนปฏิเสธไม่ให้เล่นกับเด็กผู้หญิง บางคนก็โดนปฏิเสธไม่ให้ลองใส่เสื้อผ้าของพี่สาว บางคนก็โดนปฏิเสธไม่ให้แสดงความอ่อนแอต่อหน้าธารกำนัล ห้ามเด็ดขาด ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว หมายถึงว่า คุณกำลังโดนปฏิเสธไม่ให้ “เข้าถึง” ตัวตนที่แท้จริงของคุณเอง เราจึงไม่เคย “สำรวจ” ตัวตนของเราเพื่อรู้จักมันให้ถ่องแท้ แต่เราต้องเก็บกดมันไว้ หรือเอามันไปซ่อนไว้ซะ

คนเราจึงสะสมความรู้สึกกลัวที่จะถูกปฏิเสธมาแทบทั้งชีวิต สำหรับบางคน เมื่อใดที่ความสัมพันธ์ของคุณเริ่มสุกงอม เริ่มมั่นคง เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง พวกเขาก็กลับรู้สึกว่า สักวัน มันต้อง “มีเหตุ” ให้คุณไปไม่ถึงจุดนั้นเสียที

ความจริงแล้ว อาจจะเป็นตัวคุณเองนั่นแหละที่เป็นคนเลือกและพอใจให้จิตใต้สำนึกสร้างปมปัญหาให้กับความสัมพันธ์ของตน เพียงเพราะคุณยังไม่เคยเข้าถึงความกลัวอันนั้นอย่างถ่องแท้ ไม่เคยเอาไฟไปส่องดูมัน มันจึงกลับมาเล่นงานอีกครั้ง และอีกครั้ง จนทำให้คุณไม่อยากจะเชื่อว่า คนที่คบอยู่ด้วยจะดูด้วยกันได้ยาวนาน

ด้วยเหตุนี้ รักของเกย์จึงมักจะล่มกันง่ายๆ?

เมื่อมองในความเป็นจริงอีกด้าน ความกลัวเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติกับผู้ชายทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชายทั่วไป หรือชายเกย์ เพราะผู้ชายก็คือเป็นมนุษย์พันธุ์ที่จะไม่นิยมพูดเรื่องราวอะไรที่อยู่ในใจลึก ๆ พวกเขาคือพวกที่ไม่ต้องการแสดงความรู้สึกภายในให้ใครรับรู้

ผมเชื่อว่า หลายๆ คู่ที่อยู่ด้วยกัน มักจะพบว่า คนหนึ่งจะเป็นคนที่แสดงความรักใคร่อาทร ห่วงใย และคร่ำครวญได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่จะมีอีกคนหนึ่งที่ไม่ทำอย่างนั้น บางครั้งเหมือนอยู่คนละขั้ว อยู่คนละโลก

เราจึงหาคำตอบไม่ได้เสียทีว่า ทำไมบางคนถึงอยู่กันได้ ทั้งๆ ที่อีกฝ่าย หรือต่างฝ่ายก็ไปมีอะไรกับคนอื่น แล้วทำไมบางคู่ถึงต้องบอกเลิกทันที เมื่ออีกฝ่ายเกิดไปมีอะไรกับคนอื่น-แม้เพียงครั้งเดียว

เราคงยังหาข้อมูลตรงนี้ไม่ได้ว่า ในสังคมชายรักชาย ฝ่ายไหน ระหว่าง ฝ่ายปิด และฝ่ายเปิดจะประสบความสำเร็จมากกว่ากันในการรักษาชีวิตคู่ คุณเอง คงต้องตกลงกันให้ชัดเจนว่า คุณต้องการแบบไหน ก่อนที่คุณจะเริ่มสัมพันธ์กับใครๆ อย่างจริงจัง และคู่ที่คบกันมาพอสมควรแล้ว ก็คงต้องเจอคำถามนี้เช่นกันเมื่อเวลาผ่านไป?

แต่ก่อนที่คุณจะทำใจไปเปิดประเด็นนี้กับคู่ของคุณ ผมคิดว่า คุณต้องถามตัวเองอีกคำถามหนึ่งก่อนว่า

คุณกลัวที่จะเผยความรู้สึกลึกๆ ของคุณกับคนๆ นั้นของคุณหรือเปล่า?

บอกต่อกันไป : ใครว่างวันอาทิตย์ ราวห้าโมงเย็น ไปให้กำลังใจ กับผู้ร่วมขบวนเฮฮาประจำปี Pride Parade ที่ถนนสีลม

-end-

All rights reserved.

8 comments:

beemanufan said...

เรื่องนี้ต้องแล้วแต่คนนะคะ พี่วิทย์ ถ้าคบกันแบบเปิด คงไม่แครืเท่าไหร่ที่แฟนตัวเองจะไปมีอะไรกับคนอื่น แต่ส่วนมาก เกย์ที่คบกันแบบ open relationship มักจะทำข้อตกลงระหว่างกันไว้ไม่ใช่เหรอคะ พี่วิทย์ เราส่งเมล์ไปหานะ ตอบด้วยคะ อ้อ อาทิตย์หน้าอย่าลืมเล่าบรรยากาศงานไพร์ดที่สีลมให้อ่านหน่อยนะคะ จะรอค่ะ

สาวอิสานรอรัก said...

นานาจิตตัง
เราต้องหาคนที่คิดเหมือนกับเราค่ะ

Anonymous said...

แวะมาให้กำลังใจเช่นเคยคับ

ผมเองก็เป็นคนนึงที่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่า OPEN RELATIONSHIP ได้หรือเปล่า เพราะว่าคนที่ผมคบอยู่ปัจจุบันนี้ เค้าก็มีแฟนของเค้าอยู่แล้ว และเค้าก็ขอแฟนเค้าเพื่อที่จะมีผมอีกคนหนึ่ง ซึ่งแฟนเค้าเองก็ยินดีที่จะให้เค้ามีผม อย่างนี้เรียกว่าเป็น OPEN RELATIONSHIP ได้หรือเปล่าครับ

ลืมบอกไปว่า แฟนเค้ากับผมตอนนี้สนิทกันมาก สนิทมากกว่าตัวของเค้าเองซึ่งเป็นคนขอแฟนเค้าเพื่อที่จะได้มีผมซะอีก

แล้วยังไงผมจะโทรไปหา อยากไปงาน ไพร์ด ด้วยเหมือนกัน แล้วไงเจอกันนะคับถ้าพี่วิทย์ไปด้วย

"คนของความสะใจ"

Anonymous said...

เวลาอ่านโปรไฟล์หาคู่ใน guys4men.com หลายคนจะระบุว่า
Seeking : Email/Chat, Friendship, 1 2 1 Sex, Relationship, Group Sex or other.

ใน fridae.com เช่นกัน ส่วนใหญ่ระบุว่า Looking For : Friendship, Love/Relationship, Action/Sex, Conversation/Email

ซึ่งผมว่ามันก็ชัดเจนอยู่ในที ว่าจริงๆแล้ว เกย์ส่วนใหญ่ โหยหาเซ็กซ์ และไม่รอที่จะค่อยๆสานความสัมพันธ์แบบ monogamy
ไม่ว่าจะด้วยความเก็บกดที่รอวันปลดปล่อย หรือ ความไม่คาดหวัง/ไม่เชื่ออีกแล้ว ว่า monogamy จะเป็นไปได้จริงในแวดวงเกย์

ผมว่า open relationship ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ใช่รักเดียวใจเดียว
เพราะฉะนั้น คนที่ถือสา เรื่องรักเดียวใจเดียว ก็คงทำใจเรื่องแบบนี้ไม่ได้

เป็นเรื่องน่าเศร้านะครับ ที่สำคัญทัศนคติทั้งสองนี้คงไม่สามารถไปด้วยกันได้แน่ๆ

ผมคิดเหมือนคุณสาวอิสานฯ(อีกแล้ว) ว่าคงต้องหาคนที่คิดเหมือนกัน...เท่านั้น
จะยากจะง่าย ก็คงต้องว่ากันไป

แต่บางทีเวลาเจอ Seeking : Email/Chat, Friendship, 1 2 1 Sex, Relationship, Group Sex or other.
หรือ
Looking For : Friendship, Love/Relationship, Action/Sex, Conversation/Email
บอกตามตรง อดเหนื่อยแทนไม่ได้เลยจริงๆ : )

big

Anonymous said...

ผมคงจะ conservative มากๆ แต่ผมก็ realistic นะครับ ผมรักใครได้ทีละคน
ไม่คิดจะมีคนอื่น แต่หากวันนึงคนที่ผมรักเกิด
อยากจะมีใครอีกคนนอกจากผม มันก็ช่วยไม่
ได้ แทนที่ผมบอกเลิก ผมคงจะบอกเขาว่า

"ระวังโรคแล้วกัน อย่าเอาโรคมาติด"

O1235

Anonymous said...

อืม วันนี้เป็นเรื่องที่กำลังอยากถามตัวเองอยู่เหมือนกัน
เพราะผมก็มีความคิดเป็นconservative คือตอนนี้คบกับแฟนต่างชาติอยู่ แต่โดยส่วนตัวก็บอกเค้าว่า เวลาไปเที่ยวเมื่องไทย หรือจะไม่อะไรกลับใครก้อไม่ว่าหรอก แต่ขอให้ป้องกัน อย่าเอาโรคมาติดเราก้อพอ เพราะผมคิดว่า เรื่องอย่างงี้มันห้ามกันไม่ได้ ตั้งแต่คบกัน แฟนก็บอกว่าไม่ได้ไปมีอะไรกลับใคร
แต่สำหรับตัวเอง คือตอนนี้ยังอยู่ต่างประเทศ เจอกับแฟนทุกอาทิตย์ ก้อโอเค แต่ถ้าต้องกลับเมืองไทยปีหน้า แล้วไม่ได้เจอแฟนนานๆ แล้วจะทำไงดีล่ะ
ไม่อยากจะนอกใจแฟนด้วย จะให้ใช้มือตลอดก้อ
อ่ะนะ กลุ้ม ใครเจออย่างนี้บ้าง ช่วยบอกที

AkE said...

ผมคิดอยู่แค่ว่าพื้นฐานการใช้ชีวิตของตัวเอง
ก็คือมีคนอื่นเป็นทุกข์ไม่สบายใจ น้อยที่สุด หรือไม่มีเลย

ยากที่จะปฏิบัติครับ
แต่เป็นไปได้

Anonymous said...

"เมิงรักกรูแบบไหน"*-*?? *-*
"แบบไหนไม่รู้กรูไม่ได้ออกแบบไว้"@^_^@
(ยืมมาจาก"เป็ดพันอ้อย")

พูดยากน่ะครับ....
ผมมีแฟนแต่ไม่อยากจะนอกใจแฟน
แต่เขาก็ให้ความสุขเราไม่ได้เต็มที่
อาจจะด้วยงานและระยะทาง
...ได้รู้จักกับผู้ชายคนนึง ผมบอกเขาว่าผมมีแฟนแล้ว
เขาตอบผมว่า "ผมไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกว่า
กำลังเป็นชู้กับคนที่เขามีเจ้าของแล้ว
คุณบอกเรื่องราวของคุณกับผมให้แฟนคุณฟังเถอะ
ผมจะได้ไม่รู้สึกผิด และคบกับคุณด้วยความสบายใจ"
...ผมไม่อยากทำตัวแบบนี้หรอกครับ
แต่...ผมก็คนน่ะ ยังมีกิเลสอยู่...

...น้องชายพี่ยอดเอง...