Sunday, April 08, 2007

โกยเถอะโกย


เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ นสพ. ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ เมโทรไลฟ์ เซคชั่น 7-8 เมษายน 2007

ในวันเปิดตัวหนังใหม่ที่ตั้งชื่อชวนฉงนว่า “โกยเถอะเกย์” ที่โรงหนัง SF World Cinema เซ็นทรัลเวิร์ด เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมรู้สึกสับสนอย่างจัง หลังรายการทอค์ลโชว์และรายการชมภาพยนตร์จบ

ในฐานะที่มีชีวิตส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการทำหนังด้วย ผมจึงไม่อาจจะวิจารณ์งานหนังของคนอื่นได้โดยอิสระ และขณะเดียวกัน ผมก็ไม่บังอาจอวดอ้างว่า งานของตัวเองดีกว่า หรือเลอเลิศกว่าใครๆ แต่ประการใด

แต่ในฐานะเกย์คนหนึ่ง...ถ้าไม่พูดเรื่องนี้ คงมีคนถามว่า ทำไมไม่พูด

ในวันนั้น ก่อนหนังจะฉาย มีรายการทอล์คโชว์สำคัญ นักแสดงนำของเรื่องสองท่านที่รู้จักกันดีคือ “เสนาหอย และคุณเปิ้ล นาคร” ออกมาวาดลีลา แดนซ์สนุกสนานไปพร้อมกับทีมนักเต้นกลุ่มใหญ่ภายใต้แสงสีจัดจ้านบนเวทีที่จัดขึ้นเป็นพิเศษในโรงหนัง

เปิดม่านขึ้น เพลง “YMCA” ก็กระหึ่ม ผมไม่แน่ใจอยู่เหมือนกันว่า ผู้ชมส่วนใหญ่ ซึ่งดูแล้ว น่าจะเป็นชายหญิงทั่วไป จะรู้หรือเปล่าว่า เพลง YMCA เป็นเพลงโปรดของเหล่าชาวสีรุ้งอีกเพลงหนึ่ง และวง The Village People เจ้าของเพลงก็เป็นวงหนึ่งที่โดนใจมนุษย์กลุ่มนี้เช่นกัน

รอบที่ผมไปดู เป็นรอบแรกเปิดซิง สองนักแสดงฝีปากคบกริบเริ่มทอล์คโชว์ในแบบฉบับของเขา โดยอุปโลกน์เรื่องราวว่า เวทีนี้คือโลกแห่งอนาคตในอีกหลายสิบปีข้างหน้า และพวกเขากำลังรำลึกย้อนอดีตเมื่อคราวที่ตกลงรับแสดงหนังเรื่องนี้

หนีไม่พ้นหรอกครับ สิ่งที่นำเสนอต้องเป็นมุกตลกเกี่ยวกับเกย์ เพราะเรื่องนี้เขาสองคนเล่นเป็นคู่รักกัน แก๊กพื้นๆ อย่าง นิ้วก้อยกระดก หรือใส่เสื้อรัดรูป ก็ถูกงัดขึ้นมาเรียกเสียงหัวเราะได้เช่นเคย ผมถามตัวเองว่า แล้วทำไมผมถึงหัวเราะไปกับเขาล่ะ ทั้งๆ ที่เป็นมุกเดิมๆ ใช้กันบ่อยๆ และอีกอย่าง ทำไมไม่คิดว่า เป็นมุกล้อเลียนเกย์ หรือทำเกย์เป็นตัวตลก ให้เป็นที่น่าสมเพช?

นึกดูแล้ว ผมหัวเราะออกมาได้ คงเป็นเพราะรู้สึกว่า วิธีการนำเสนอของเขานั้น ไม่ได้เสียดสีเกย์ให้เสียหาย ไม่ได้นำเสนอด้วยความรู้สึกดูแคลน ไม่ได้เอาเรื่องเกย์มาเหยียดหยามหรือย่ำยี และไม่ได้พยายามทำให้คนดูเชื่อว่า เกย์เป็นอย่างนั้นอย่างนี้อย่างที่มักจะเข้าใจผิด แต่มันเป็นมุกตลกจากตลกมืออาชีพที่รู้ซึ้งว่า จะเล่นมุกตลกที่ Sensitive เกี่ยวกับชีวิตคนยังไง มันถึงจะตลก ลงตัว เป็นกลาง และที่สำคัญ สร้างสรรค์

เขาสองคนทำได้ดีเลยล่ะครับ

ผมก็ดูเพลินไป เว้นแต่มุกที่จัดให้คุณพี่มัม ลาโคนิคแปลงกายมาเป็นรปภ. มาดแมน ซึ่งขัดแย้งกับตัวจริงของเธอ แล้วเธอก็เล่าเรื่องตามสคริปต์ว่า เลิกเป็นเกย์แล้วล่ะ เพราะเป็นแล้วลำบาก ผมเข้าไม่ถึงว่า ผู้จัดกำลังจะสื่อถึงอะไร แต่ที่แน่ๆ ผมได้ข้อมูลที่ว่า เออเนอะ...เป็นเกย์นี่ เป็นแล้วเลิกได้ และคงต้องลำบาก

แล้วก็ถึงเวลาฉายหนัง

โกยเถอะเกย์เป็นเรื่องของคู่เกย์ที่ไปเปิดปั๊มน้ำมันกลางป่า ซึ่งมีผีสาววัยรุ่นต่างด้าวคอยหลอกหลอนผู้คนที่ผ่านไปมา ไม่เว้นกระทั่งพระ หนึ่งในคู่เกย์นั้นเกิดไปมีสัมพันธ์สวาทกับสาวทอมคนหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งสาวทอมมีแฟนแล้ว เป็นดี้สาวสวย หล่อนตัดสินใจทิ้งแฟนดี้ หลังจากขึ้นเตียงกับหนุ่มเกย์ที่หล่อนไม่รู้ว่า เขาเป็นเกย์ เรื่องราววุ่นวายยิ่งขึ้น เมื่อสาวทอมบังคับให้หนุ่มเกย์ตกลงยินยอมมาใช้ชีวิตด้วยกัน

ตัวหนังพยายามนำเรื่องวิบากกรรมที่เกิดจากการกระทำไม่ดีของตัวละครมาผูกโยง และดูเหมือนกำลังจะมีคติบางอย่างสอนใจคนดูแฝงๆ อยู่ ในอีกแง่หนึ่ง เหมือนกำลังจะนำเสนอ "Seriousness" หรือความตั้งใจเอาจริงเอาจังอะไรบางอย่างผ่านความโง่เขลา “Silliness”และข้อผิดพลาดของตัวละครที่เป็นเกย์ กะเทย ทอม และ ดี้ ที่มากันครบเซ็ทในเรื่องนี้ (จริงๆ น่าจะมีไบซักคน)

ผมคิดว่า สิ่งที่หนังเรื่องนี้ขาดไป ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสิ่งคัญอย่างมาก ก็คือ Sensitivity หรือ ความสำนึกรับรู้ต่อประเด็นที่อาจกระทบกระเทือนเกย์ กะเทย ทอม ดี้ ดังเช่นที่มักจะเกิดขึ้นมาในอดีต

ขออนุญาตยกตัวอย่าง ในฉากที่ตัวละครตัดสินปัญหากันด้วยความรุนแรง ในตอนท้ายๆ เรื่อง ผมคิดว่า เวลาคนดูเดินออกจากโรง แทนที่จะได้คติสอนใจเรื่อง วิบากกรรมที่คนๆ หนึ่งขโมยเงินของคนอื่นไปหาความสุข แต่ได้ทุกข์มาแทน ก็คงจะจดจำได้แต่เพียงว่า ดูสิ คนพวกนี้ มันพวกอารมณ์รุนแรง และมักต้องลงเอยแบบนี้ไง

ผมว่า ฉากตลก เสียดสี เรื่องกะเทยกับห้องน้ำ เรื่องวี๊ดว๊ายกระตู้วู้ พอรับไหว แต่ฉากเรื่องความรุนแรงที่ใช้เดินเรื่อง ทำให้ผมแทบจะลุกออกจากโรงเลยล่ะครับ (แต่ถ้าลุกไป แล้วผมจะมีอะไรมาเล่าให้ฟังกันล่ะ)

การขาด Sensitivity ทำให้คนเราปฏิบัติต่อคนอื่นที่ดูด้อยกว่าอย่างไม่เป็นธรรม หรือสร้างความรู้สึกดูแคลน อย่างในหนัง พวกเขาก็มีมุกล้อคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ในเรื่องนี้ ผีสาวเป็นพวกพูดจาไม่...ชะ...

เรื่องพูดไม่ชัดของหล่อนจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความตลก แต่ท้ายที่สุดความ "ซิลลี่" กลับมีอำนาจขับเคลื่อนเพื่อโกยรายได้ต่อไปอีก

ผมคงตั้งใจและคาดหวังเกินไปว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ก็เห็นคนดูส่วนใหญ่ในโรงยังคงเพลิดเพลิน หัวเราะสนุกกัน แต่ผมกับเพื่อนมองหน้ากันอย่างไม่เชื่อว่า เพิ่งจะได้ดูหนังอะไรจบไป และอยากให้วันนี้ เขามีแค่ทอล์คโชว์

เว็บไซต์หนัง : http://www.ghoststationmovie.com

-end-

All rights reserved.

8 comments:

Anonymous said...

ตอนแรกก็ตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าจะไม่ไปดูหรอก
ไอ้หนังเรื่องนี้ ยิ่งพอได้มาอ่านเรื่องราวแล้ว
"ไม่ไปให้เสียเวลา เสียเงินค่าตั๋วหรอก"

ake said...

ผมคิดว่า คนบันเทิง ยังมองหนังเพื่อความบันเทิงมากเกินไป
จริงอยู่
มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิง
แต่มันก็คือสื่อที่ทรงพลังทีเดียวครับ
มันก็คงจะเป็นหนังท่าดีทีเหลวอีกเรื่องนึงนั่นเอง

อิทธ์ said...

หวัดดีครับ

ตอนแรกผมกะว่า ถ้ามีเวลาว่างจะไปดูซะหน่อย เพราะดูหนังตัวอย่างแล้วมันขำดี ส่วนเรื่องเกี่ยวกับเกย์ คงเดาว่าไม่น่าจะมีสาระอะไรอยู่แล้ว หรือคงมีน้อยมาก

แต่ถ้าอ่านงานเขียนของพี่ยอดแบบนี้แล้ว สงสัยเสียตังค์ไปรอเช่าแผ่นซีดีมาแทนดีกว่ามานั่งเสียอารมณ์อยู่ในโรงหนังกับมุขอคติพื้นๆเหลวๆเหมือนเดิม

ผมรู้สึกว่า ภาพความรุนแรงกับคนรักเพศเดียวกัน ดูจะแยกไม่ออกจากกันเลยในบริบทของคนไทย พอพูดถึงเกย์ กะเทย ทอมหรือดี้ ก็จะมีเสียงตามมาว่า พวกนี้อารมณ์รุนแรง ชอบใช้อารมณ์

ผมเลยสงสัยว่าแล้ว ชายหญิงทั่วไป อารมณ์นิ่งสงบกันใช่ใหม?

แล้วข่าวอาชญากรรมทั้งหลายที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้มันจะมีคนรักเพศเดียวกันซักกี่คู่กันเชียว ถ้าเทียบกับชายหญิงทั่วไป แต่ชายหญิงน้อยคู่มากที่จะใส่สีตีไข่ว่าเป็นพวกชอบความรุนแรง แต่ถ้าเป็นคู่เกย์เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะต้องถูกเขียนข่าวว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอารมณ์หึงหวงรุนแรง(มากกว่าคนทั่วไป)

ความเป็นตลก มันทำให้ขำได้โดยไม่ต้องมาเหยียดหรือเลือกปฏิบัติต่อเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนสร้างเป็นมืออาชีพหรือเปล่าก็แค่นั้น

Anonymous said...

เรามากู้ส้วมกันดีกว่านะคะ
บังเอิญมีคนซื้อตั๋วให้ เลยจำใจต้องไปดูที่อุดรธานี
หนังมีสาระนะคะ สาระแบบ บ้าๆ บอๆ
ไม่เห็นตลกตรงไหน
ถ้าชอบที่สุดคงเป็นตอนเปิดเรื่องน่ะค่ะ

"เอ้ากะเทยมาดูนี่เร็ว.. นี่อะไร" (ว่าพลางชี้ไปที่ป้ายส้วมผู้ชาย)

"ส้วมผู้ชาย ทำไมผู้ชายมีส้วม" (เสียงลูกคู่)

"แล้วนี้ล่ะกะเทย อารายยย" (ว่าพลางชี้ไปที่ป้ายส้วมผู้หญิง)

"ส้วมผู้หญิง ทำไมมีส้วมผู้หญญญิงงงง"

"เอ๊ะ ทำไม ไม่มีส้วมกะเทยล่ะ"

"เอาส้วมของเราคืนมาๆๆๆๆๆ ถ้าส้วมกะเทยไม่มีแล้ว กะเทยจะขี้ยังไง"
(กรุณาอ่านให้มัน ฮิปฮอป หน่อยนะคะ)

มาค่ะ มากู้ส้วมกัน

สาวอิสานรอรัก

Anonymous said...

หวัดดีคับ "พี่วิทย์"

ปกติผมเองก็เป็นคนที่ไม่ค่อยที่จะชอบบริโภคภาพยนต์ไทยสักเท่าไหร่ เนื่องจากว่าการไปดูหนังไทยเนี่ย แต่ละครั้งที่ไป เคยให้โอกาสหลายครั้งต่อหลายครั้ง แต่พอไปดูทุกครั้งก็ต้องผิดหวังกลับมาทักครั้ง ก็เลยไม่รู้ว่าจะไปดูหนังไทยเพื่ออะไร

ยิ่งโดยเฉพาะหนังที่เลียนแบบ แบบเรื่องนี้ ตัวผมเองบอกได้เลยว่า คงไม่ไปแน่นอน "Broke Back Mountain" เป็นหนังที่เค้าได้ทำไว้อย่างดีแล้ว เราได้เก็บไว้ในความทรงจำแล้ว ว่าหนังเรื่องนี้ เป็นหนังเกย์ที่สมควรจะได้รับการยกย่องเกี่ยวกับเรื่องราวของความรัก

มันเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเอาหนังดีๆ หนังที่มีแต่ความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับหนังมาทำแบบนี้ ถ้าถามตัวผมเองว่าจะไปดูหรือเปล่า จะดูฟรีหรือจ่ายเงินเองก็ตาม คงบอกได้อย่างเต็มใจว่า ไม่ไปดูอย่างแน่นอน (นี่เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลนะครับ) ส่วนใครจะไปดูผมก็ไม่ทราบได้

แต่ถ้าใครไปดูก็เอามาแชร์แบ่งกัน แล้วขอให้สนุกกับหนังเรื่องนี้ละกันนะครับ

"คนของความสะใจ"

crazy พี said...

ตอนแรกที่ยังไม่ได้อ่านบทความของพี่วิทย์ ผมไม่อยากดูเพราะปกติไม่ชอบดูหนังไทยโดยเฉพาะหนังตลกอ่ะคับ (นิสิยเสียไม่นิยมของไทย) แต่พอได้อ่านแล้วกลับทำให้อยากดูจัง อยากจะรู้ว่าเขาจะทำหนังออกมายังไง ที่จริงส่วนตัวผมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่เอาเรื่องของความแตกต่างของค่านิยม ความชอบส่วนตัว มาเป็นจุดขำ-จุดขาย (อย่างที่ทำกันบ่อยๆ) อยู่แล้วคับ เลยทำให้อยากรู้ว่า ยุคนี้สมัยนี้ที่คนทั่วไปก็ดูเหมือนจะเปิดใจกว้างขึ้น (นิ้ดส์นึง) จะยังมีคนทำอะไรผ่านมุมมองที่ไม่เปิดกว้างเท่าไรนัก...

แต่ผมก็เห็นด้วยกับการที่เราไม่ควรตีค่าของหนังว่าดี หรือ ไม่ดี ในเมื่อทุกคนมีมุมมองที่ต่างกัน และคนทำหนังเองอาจจะมีข้อจำกัดในการสร้างหนัง อย่างน้อยก็ต้องกลัวว่า หนังอาร์ต คลาสสิก เปี่ยมคุณภาพ ของเขาอาจจะมีคนแค่ไม่กี่คนที่เข้าไปดูแล้วปรบมือให้ ถ้าเป็นผมก็คงจะเลือกทำหนังบ้านๆ เอาใจคอหนังทั่วไป อย่างน้อยมันก็ขายได้ในตลาดที่ปลอดภัยกว่า เพราะมั่นใจว่าต้องมีคนทั่วไปสนใจบ้างแหล่ะ หนังเรื่องนี้จะดีไม่ดีอย่างไร มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในสังคมของเรา ช่วยกันเสนอความเห็นอย่างสร้างสรรค์เพื่อจุดประกายให้สังคมมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่พวกเรามองเห็นน่าจะเป็นสิ่งที่ดีและน่าชื่นชมครับ...

ผมขอเป็นกำลังใจให้ทั้งคนทำหนังผู้มุ่งมั่นและคนดูหนังที่น่ารักทุกคนคับ ^__^

Anonymous said...

หนังดีคืออะไร
ถูกใจคนส่วนมาก
คนส่วนมากดูไม่รู้เรื่อง
หรือว่า มันต้องมีคติสอนใจ
การให้คุณค่าของคนต่างกัน
สำหรับผม
หนังดีสำหรับผม
อาจเป็นหนังที่คนอื่นไม่ชอบ
และหนังที่คนอื่นๆ ไม่สนุก
อาจเป้นหนังที่ดีสำหรับผม
อิอิอิ...แอบเครียดนิดนะจ๊ะ

Vitaya S. said...

ไว้รอดู Me Myself ของพี่อ๊อฟ พงษ์พัฒน์กัน
ว่าเป็นไง เข้าวันที่ 19 เมษ. นี้และ