Sunday, March 25, 2007

กว่าจะถึงวันนี้ของเรา

เลิกแอบเสียที / วิทยา แสงอรุณ Metro Life นสพ. ผู้จัดการวันเสาร์ vitadam2002@yahoo.com 24-25 March 2007

“ธนา” เพิ่งนึกออกโปรเจ็กต์ที่เขากำลังหาข้อมูลอยู่ มีบุคคลหนึ่งที่น่าจะช่วยให้มันลุล่วงได้ และอีกอย่าง เขากับ “พจน์” ไม่ได้คุยกันมาสักพักใหญ่แล้ว งั้น...คงเป็นโอกาสอันดีที่จะโทรฯ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเพื่อนรุ่นน้องคนนี้เสียเลยดีกว่า

พจน์เปลี่ยนเบอร์มือถือ เขาเลยโทรฯ ไปที่บ้าน สองสามหนก็แล้ว พจน์ไม่เคยอยู่บ้านทั้งๆ ที่เป็นวันหยุด เขาคงมีธุระยุ่ง

ตอนเรียนอยู่ที่เดียวกัน สองคนสนิทกันมาก เวลามีปัญหาอะไร พจน์จะขอความเห็นจากธนาก่อนเสมอ เรียนจบ ต่างคนก็ห่างเหินกันไปตามวิถี ธนาเคยนึกอยากให้วันคืนดีๆ ที่สนุกสนานเฮฮากับน้องผู้นี้กลับมาอีกครั้ง

ตกเย็นแล้ว เขาลองอีกครั้ง คราวนี้มารดาของพจน์รับสาย หล่อนรู้สึกแปลกใจ แต่สิ่งที่หล่อนกำลังจะบอกธนา มันน่าแปลกใจยิ่งกว่า

“ไม่อยู่จ้ะ....เพิ่งแต่งเมียไป เมื่อต้นปีนี้เอง ต้องขอโทษแทนพจน์ด้วยนะที่ไม่ได้บอก แต่งกันแบบเล็กๆ ง่ายๆ น่ะ” เสียงมารดาเจื้อยแจ้ว

ข้อมูลอีกอย่างที่ทุ่มความอึ้งทิ้งไว้ในหัวของธนาก็คือ คนที่เขาแต่งด้วยเป็นรุ่นน้องผู้หนึ่งที่ธนาก็รู้จักดี เขานึกทบทวนอย่างรวดเร็ว สองคนนี้ไม่เคยมีวี่แววใดๆ ว่าจะควงกันเป็นแฟน หรือมีแผนจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเลย อีกอย่าง น้องผู้หญิงก็ไม่เคยสนผู้ชายอย่างพจน์ ส่วนพจน์เคยประกาศก้องถึงคุณสมบัติของเมียในอนาคต ที่ฟังดูแล้ว ไม่น่าจะมีอยู่ครบในผู้หญิงคนใด

หลังจากมารดาบอกเบอร์ใหม่ของพจน์ ธนาพยายามสะกดกลั้นความสงสัยที่อยากจะถามต่อ เขาต้องไม่ถามอะไรมากกว่านั้นเพื่อจะได้รู้ความจริงด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน เขาก็อดรู้สึกน้อยใจไม่ได้ที่รุ่นน้องคนสนิทอย่างพจน์แต่งงานไปโดยไม่บอกสักคำ?

เขาโทรฯ ไปอีกครั้ง แต่พจน์ไม่รับสาย จนกระทั่งสี่ทุ่ม พจน์โทรฯ กลับมา พูดเสียงเบาเหมือนกระซิบ

“พี่ครับ เดี๋ยวผมโทรฯ ไปใหม่นะครับ....รอให้แฟนหลับก่อน”

เขายิ่งรู้สึกงงที่ได้ยินอย่างนั้น เขาโทรฯ หาพจน์ทั้งวัน แล้วพอได้รับโทรศัพท์ ก็ต้องรอต่อไปอย่างไม่รู้จุดหมาย เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ห้าทุ่มเศษแล้ว และแล้วพจน์ก็โทรฯ มาอีกครั้ง การได้คุยกันครั้งนี้ นั้น ธนาไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังเผชิญกับอะไรอยู่

“ทำไมเอ็งแต่งงานไม่บอกข้า?” เขายิงคำถามที่สุดแสนอัดอั้น

“ผมเหงาน่ะครับ” พจน์ตอบลอยๆ

ธนาเริ่มไม่เข้าใจยิ่งขึ้น เหงาน่ะเหรอ ถึงแต่งงาน? “นี่ตกลงเอ็งรักเขาไหมเนี่ย” เขาสวนกลับ

พจน์เงียบไปสักพัก แล้วเขาก็พูดสิ่งที่เพื่อนผู้พี่คนนี้ หรือใครก็ตามไม่เคยคาดคิดมาก่อน

“พี่ธนาครับ...พี่คิดยังไงกับผม”


“ก็เอ็งเป็นรุ่นน้องข้า ข้าก็คิดเหมือนเอ็งเป็นน้องชาย…ถามทำไม”

“แต่ผมไม่ได้คิดอย่างงั้นกับพี่” เสียงของอีกฝ่ายหนักแน่นขึ้น

“อะไรวะ เอ็งเป็นไรไปเนี่ย” ธนาเริ่มหงุดหงิด หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรง ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย แต่สายไปเสียแล้ว

“ผมอยากจะบอกพี่มาตั้งนานแล้ว....พี่ครับ...ผมรักพี่”

ธนาพูดอะไรไม่ออกในเวลานั้น ตอนที่เขาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง เขาบอกว่าเขารู้สึกช็อคมากแค่ไหนที่ยินคำนั้นจากปากรุ่นน้องอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ไม่มีบอกใบ้หรือบอกทาง เขายืนยันว่า เขาไม่เคยมีจิตพิศวาสกับพจน์มาก่อนเลย เป็นไปได้ยังไงที่มาสารภาพรักกับเขา ตอนนี้ ณ เวลานี้ ในสถานภาพของสามีของผู้หญิงคนหนึ่ง? แล้วหล่อนก็เป็นคนที่เขาก็รู้จักคุ้นเคย

มันอะไรกันเนี่ย?


“พี่ครับ ผมอยากจะบอกพี่มาตั้งนานแล้ว ผมเห็นพี่ครั้งแรกที่มหา’ ลัย ผมก็ชอบพี่เลย แต่พี่ไม่เคยเห็นผมเลย” เสียงตัดพ้อไหลมาตามสาย

“ก็บอกแล้วไงว่า มีอะไรให้มาปรึกษา มาถามได้ แล้วทำไมไม่มาบอกก่อนจะแต่ง” ธนาเริ่มเสียงดัง

“แล้วถ้าผมบอกไป พี่จะรับผมเป็นแฟนหรือเปล่า”

อีกครั้งที่ธนาต้องอึ้งกับสถานการณ์ที่เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะเกิดกับตัวเอง แล้วจะทำยังไงต่อไป? เขาถามตัวเองว่า เขาแน่ใจหรือว่า เขาไม่เคย “รู้สึกเป็นพิเศษ” อะไรกับรุ่นน้องคนนี้? ตอนเรียน เขาไม่ได้เปิดเผยให้ใครๆ รู้เลยว่า เขาก็ชอบผู้ชายเหมือนกัน เขาเป็นนักกีฬา สุดยอดนักนักกีฬา ใครจะคิดว่า เขาเป็นเกย์คนหนึ่ง แล้วพจน์รู้ได้ยังไง?

แต่ความทรงจำของพจน์แจ่มชัดอยู่เสมอ เขาเริ่มย้อนความให้ธนารับรู้ถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เขาพยายามจะบอกธนาว่า เขาหลงรักพี่ชายคนนี้มานานแล้ว

“พี่จำได้ไหม ผมเคยนอนกอดพี่ ผมเคยขอจับ....พี่ พี่ก็ไม่เคยปฏิเสธผม พี่ไม่ชอบนอนบนที่นอน ผมก็ย้ายลงมานอนกับพี่บนพื้น เป็นเพื่อนพี่ ตอนเราไปออกค่ายกัน ตอนช่วงซัมเมอร์ พี่ไม่รู้หรอกว่า ผมรู้สึกแย่แค่ไหน ที่พี่ไม่เคยชวนผมไปพักค้างคืนด้วยเลย ตอนพี่ย้ายออกมาอยู่คนเดียว แต่พี่ก็ชวนคนอื่นๆ ไป”

ธนาเริ่มรู้สึกว่า เรื่องราวชักบานปลายใหญ่โตกว่าที่เขาคิด เขารีบตัดบท “แล้วนี่เอ็ง แต่งงานไป เดี๋ยวมีลูกขึ้นมา จะทำยังไง”

พจน์บอกว่า เขาระวังตัวอยู่แล้ว และพยายามให้ภรรยากินยาคุมอยู่เสมอ “ผมแต่งงานได้ ผมก็เลิกได้” พจน์ประกาศอย่างมั่นใจ

ธนารู้สึกสับสน แต่งงานเพราะเหงา? มันเข้าใจยากจัง พจน์อ้างว่า แฟนของเขาก็บอกว่า เหงาเหมือนกัน
วันนั้น ธนาได้คุยกับพจน์ยาวนานมากทั้งๆ ที่เขารู้สึกอึดอัดขึ้นทุกขณะ แต่ก็ยังพยายามมองหาทางออกให้รุ่นน้องอย่างที่เขาเคยทำมา พจน์เสนอตัวว่า จะขับรถข้ามจังหวัดมาหาเขาถึงที่พักในวันรุ่งขึ้น เขาปฏิเสธ แต่ก่อนจะวางหูโทรศัพท์ ธนาต้องย้ำกับพจน์อีกครั้ง “สิ่งใดที่คนเราทำขึ้น เราต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และรู้จักจัดการให้ดีที่สุดนะ”

ตอนนี้ พจน์กลับเป็นฝ่ายที่โทรฯ มาหาธนา ธนาไม่รู้ว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร หรือมันจะคาราคาซังอย่างนี้?

-end-

All rights reserved.

Sunday, March 18, 2007

Go! Go! G-Boys

เลิกแอบเสียที / วิทยา แสงอรุณ Metro Life นสพ. ผู้จัดการวันเสาร์ vitadam2002@yahoo.com 17-18 March 2007

ใครไปดู Go! Go! G-Boys แล้ว คงอดไม่ได้ ต้องนึกเปรียบเทียบกับ Formula 17

Formula 17 (ฉายที่ House RCA ในปี 2005) เป็นหนังดังจากไต้หวันเรื่องแรกที่เปิดตลาดหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์ให้ผู้ชมในบ้านเราได้ดูอะไรใหม่ๆ แต่ต้องยอมรับว่า หนังแนวผี กะเทย วิ่งไล่จับกันไปมา และมักมีดาราเป็นดาวตลกคณะ “คนหน้าซ้ำ” ดึงดูดผู้ชมได้อย่างกว้างขวาง จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ผู้ชมบ้านเราไม่เบื่อบ้างหรือไง?

ในแง่โปรดักชั่น Formula 17 ละเมียดละไมมากกว่า Go! Go! G-Boys และผมเชื่อว่า ผู้ชมส่วนใหญ่ที่ได้ดูทั้งสองเรื่อง คงติดอกติดใจ Formula 17 มากกว่า

ด้านเนื้อหา “G-Boys” บรรจุ sub-plots ที่น่าสนใจ และมีจุดโฟกัสของตัวเรื่องที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวละครหลักสองคน เรื่องพัฒนาไปถึงจุดนั้นได้ และมีฉากน่าประทับใจจนคุณต้องซึ้งตาม ผมชอบวิธีดึงตัวละครสองตัวเข้าหากันของหนัง

ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุดของ Formula 17 คงอยู่ที่ “จินตนาการ” ที่อุปโลกน์ขึ้นมาว่า ในประเทศไต้หวัน มีแต่เกย์ ไม่มีผู้หญิงเลย ประเด็นต่างๆ ที่ชาวสีรุ้งในโลกปัจจุบันประสบอยู่จึงไม่จำเป็นต้องถูกหยิบยกมาพูดถึง เลยทำให้ผู้สร้างมีอิสระเพียงพอ ไม่ต้องพะวักพะวงแง่มุมเชิงสังคมต่างๆ ที่ท้าทายชีวิตคนเป็นเกย์

เพื่อนบางคนบอกว่า Formula 17 หวาน-เลี่ยน-เพ้อฝันเกินไป แต่ก็มีอีกหลายคนที่เปิดดีวีดีหรือวีซีดีเรื่องนี้ดูอีกรอบแล้ว

Go! Go! G-Boys เป็นเรื่องราวของอาฮุง (เต๊ะ ศตวรรษ) กับอาชิน (เฉียงคางตัง) ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่เด็ก อาชินเปรียบเสมือนเทวดาประจำตัวอาฮุงที่คอยช่วยเหลือในทุกสถานการณ์ เขาหลังรักอาฮุงมาตลอด อาฮุงต้องการช่วยแฟนสาวชดใช้หนี้บัตรเครดิตจึงพาตัวเองเข้าแข่งขันประกวดสุดยอดหนุ่มเกย์ประจำไต้หวัน เพื่อชิงเงินรางวัลก้อนโต อาชินเข้าร่วมประกวดด้วย ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มถูกพิสูจน์เมื่ออีกฝ่ายเปิดใจมากขึ้น ขณะที่สถานการณ์เริ่มยุ่งเหยิงเมื่อมีมือมืดที่เกลียดเกย์ขู่จะวางระเบิดกองประกวดและผู้เข้ารอบสุดท้าย ในนั้นมีตำรวจหนุ่มหล่อปลอมตัวเข้าประกวดเพื่อสืบคดีนี้ เสียดายเรื่องไม่ได้บอกว่า มือระเบิดเกลียดเกย่นะ เป็นเกย์เองหรือเปล่า?

ก่อนภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉาย (8 มีนาคม) คุณผู้อ่านคงได้อ่านข่าวเกี่ยวกับพระเอกของเรื่องคือ เต๊ะ (Tae) นักแสดงและนักร้องจากไทยที่ไปโด่งดังในไต้หวันและบทจูบ “10 เทค” ของเขากับนักแสดงอีกคน

ผมเองไม่แน่ใจว่า เป็นข่าวจงใจประชาสัมพันธ์สร้างกระแสความสนใจหรือเปล่าที่ใช้ประเด็นว่า “เต๊ะตกต่ำเล่นหนังเกย์”

คนที่เขียนข่าวอย่างนี้ถือว่าใจแคบและทำความผิดอยู่นะครับ คือผลิตซ้ำอคติเรื่องเกย์ ว่าร้ายคนเป็นเกย์และว่าร้ายความเป็นเกย์

หนังเกย์หรือหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์ไม่ได้หมายถึงหนังโป๊หรือหนังใต้ดิน แต่เอาเถอะครับ ถึงแม้จะเป็นหนังโป๊หรือหนังใต้ดิน ในบางประเทศก็เป็นอุตสาหกรรมใหญ่โตและไม่ผิดกฎหมาย ใครที่พูดถึงหนังเกี่ยวกับเกย์แล้วจิตใจคิดถึงหนังโป๊ทุกที คงดูเพลินไปหน่อย

สำหรับ G-Boys ผมต้องขอชื่นชมเต๊ะนะครับที่ให้สัมภาษณ์ได้ดีเกี่ยวกับการแสดงบทจูบที่เล่นกับนักแสดงอีกคน เต๊ะไม่กลัวเรตติ้งจะตก ขณะที่มีนักแสดงอีกหลายคนเลือกที่จะศิโรราบทำตามกระแสที่เชื่อไปเองว่า คนดูมักจะแอนตี้เกย์ เลยขอปฏิเสธบทเกย์

เขาคงลืมนึกไปว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว นักแสดงชายที่มีฝีมือ แสดงได้ดี ประทับใจผู้ชมผู้หญิงและผู้ชมผู้ชาย ถ้าเขาแสดงได้ประทับใจเหล่าเกย์ด้วย เขาจะยิ่งดังดีและดังนาน เพราะเขาเข้าถึงผู้ชมได้ทุกกลุ่ม

ในเรื่องนี้ เต๊ะสอบผ่านเรื่องการแสดง ผมรู้สึกทึ่งในตัวเขาไม่น้อยที่ได้เห็นนักแสดงไทย พูดภาษาจีน เล่นหนังรับบทเกย์ ไม่กลัวกระแสจอมปลอมเรื่องแอนตี้เกย์ และเขาก็ไม่สั่นคลอน

ใครที่คิดจะไปดูหนังเรื่อง Go! Go! G-Boys แล้วหวังใจว่าจะได้เห็นบทเลิฟซีนที่ร้อนแรง ควรเปิดดูหนังโป๊ที่บ้านจะดีกว่า เรื่องนี้ไม่ได้เน้นบทเลิฟซีนเลย (ซึ่งก้อ...น่าเสียดายอยู่เล็กน้อย) แต่ต้องบอกว่า เต๊ะจูบกับผู้ชายได้เป็นธรรมชาติจริงๆ

วันที่ผมไปดูเป็นวันอาทิตย์รอบเที่ยง คนดูเกินครึ่ง หลายคนมาคนเดียว รอบนั้นมีกลุ่มวัยรุ่นหญิงกลุ่มใหญ่หัวเราะเกือบทุกฉาก ส่วนคนดูชาวสีรุ้งก็ไม่ได้ทำหน้าหวาดๆ ตื่นๆ เหมือนที่ผมเคยเจอเมื่อสองสามปีก่อนหน้านี้เวลาไปดูหนังที่เกี่ยวกับเกย์ หนังเรื่องนี้ไม่ได้จัดอยู่ในประเภท “must see” นะครับ แต่เป็นหนังที่ชรช. และคนที่นิยมชาวสีรุ้ง ควรไปดูกันเพื่อ “see spirit” กัน

-end-
All rights reserved.

Sunday, March 11, 2007

Sydney Gay & Lesbian MARDI GRAS 2007


เลิกแอบเสียที 10-11 มีนาคม 2007

พอ “รูเพิร์ต เอเวอเรตต์” ดาราดังจากฮอลลีวู้ด ก้าวขึ้นบนรถเก๋งสีแดงเปิดประทุน ผู้คนกว่า 7500 คนก็ได้รับสัญญาณเพื่อเตรียมตัวออกเดิน แล้วงานพาเหรดประจำปีอันเลื่องชื่อของซิดนีย์ “ซิดนีย เกย์และเลสเบี้ยนมาร์ดิ กราส์ 2007” ก็เริ่มต้นขึ้น.

บนถนนอ็อกฟอร์ด สองข้างทางแทบไม่มีที่เหลือให้ใครยืน ผู้คนมาจับจองพื้นที่ริมฟุตบาท เบียดเสียดแย่งกันหาตำแหน่งการรับชมที่ดีที่สุด ผมกับเพื่อนได้อภิสิทธิ์สื่อมวลชนเข้าไปเก็บรูปผู้เข้าร่วมเดินพาเหรดแบบถึงตัว ขณะที่พวกเขากำลังตั้งขบวนตั้งแต่เย็น จนไม่เหลือหนุ่มหล่อคนไหนให้เก็บอีก ไม่ใช่หรอกครับ กล้องแบ็ตฯ หมดเกลี้ยงซะก่อน

เสียงบีบแตรหูดับตับไหม้จากขบวน “Dikes on Bikes” หรือขบวนมอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์หญิงรักหญิงทำผู้คนคึกคักฮือฮา เสียงโห่ร้องกึกก้องส่งกลับไปให้ผู้ร่วมเดินขบวนที่ค่อยๆ เผยโฉมเข้ามาทีละคณะตรงหัวถนน พวกเขายิ้มให้กับมือนับร้อยนับพันที่กำลังกวัดแกว่งโบกทักทายด้วยไมตรี

ขบวนมอเตอร์ไซค์หญิงรักหญิงที่วิ่งนำเปิดขบวนถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของพาเหรดแบบนี้ทั่วโลกล่ะครับ และอีกธรรมเนียมหนึ่งก็คือ ต้องมีประธานนำขบวน ที่ซิดนีย์เรียกว่า “Chief of Parade” บางแห่งก็มีเรียก “Marshall” หรือ “Grand Marshall” บ้าง ปีนี้ผู้จัดงานได้รับเกียรติจากรูเพิร์ต ใครที่ชอบเรื่อง My Best Friend Wedding จะต้องจำเขาได้ ถึงเขาจะมีบทพูดไม่เท่าไหร่ และเล่นเป็นแค่ตัวประกอบ ช่วงที่มีงานพาเหรด นักแสดงหนุ่มใหญ่จากอังกฤษผู้นี้กำลังโปรโมทหนังสือเล่มใหม่ในซิดนีย์อยู่

ขบวนทั้งหมดจะใช้เวลาสองถึงสามชั่วโมง ในการเดินสำหรับระยะทางกิโลกว่าๆ เวลาได้เห็นผู้คนมหาศาล ได้ยินเสียงเพลงกระหึ่มกึกก้อง ผมสงสัยจริงๆ ล่ะครับว่า ถ้าตัวเองไปยืนอยู่ในนั้น ตรงกลางถนน แล้วมีสายตาผู้คนนับหมื่นมองกลับมา จะรู้สึกยังไง

มันคงคึกคักฮึกเหิมในจิตวิญญาณไม่น้อย คิดดูสิครับ ตอนเป็นเกย์ในวันธรรมดา ก็อาจจะเจอผู้คนไม่พอใจ เจอนัยน์ตาแปลกๆ ตามโอกาส แต่ในวันนี้ คนที่เดินอยู่ในขบวนเหล่านี้ คงรู้สึกเหมือนบุคคลสำคัญของสังคมคนหนึ่ง เหมือนคนที่มีค่าที่ใครๆ ชื่นชมและนิยมได้ ถ้าความรู้สึกนี้ได้รับการกระตุ้นเตือนอยู่บ่อยๆ ในใจเราทุกๆ วัน คงจะดีไม่น้อย

งาน “Sydney Gay & Lesbian Mardi Gras 2007” เป็นงานพาเหรดประจำปีภาคกลางคืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปกติงานประเภทนี้ในที่อื่นจะจัดตอนกลางวัน ในอเมริกาจะเรียกงานนี้สั้นๆ ว่า เกย์พาเหรด และจัดทุกเดือนมิถุนายนในแทบทุกรัฐของประเทศ แต่ที่ออสเตรเลียจัดตอนกลางคืน ที่นั่นกลางวันแดดร้อนจัด ไม่คนดู ก็คนเดินนั่นแหละคงเป็นลมไปซะก่อน

ผมเดินเบียดผู้คนไปเรื่อยๆ หยุดดูขบวนต่างๆ บางครั้งโดยเฉพาะขบวนที่มีเสียงเพลงแดนซ์มันส์ๆ จากทั้งหมด 117 ขบวน หรือเรียกว่า “Float” เขาจะแข่งกันแต่งตัวในแต่ละ Float หาความคิดสร้างสรรค์มานำเสนอเรียกความสนใจ ขบวนที่มีหนุ่มหล่อ ถอดเสื้อ หุ่นดี มักจะได้รับความสนใจเสมอ คุณมาร์คัส บูร์เจย์ ประธานจัดงานเล่าให้ฟังว่า แต่ละขบวนจะต้องนำเสนอความคิดสร้างสรรค์มาก่อน ผู้จัดจะมี Creative Director กับทีมงานคอยช่วยกำกับ แต่เท่าที่ผมสังเกตดู ก็มีขบวนที่ดูแสนจะธรรมดา เรียบง่ายเหมือนไม่ได้เตรียมตัวอะไร แต่โดยรวมแล้ว ก็สนุกสนานคึกคักกว่าพาเหรดหลายแห่งที่เคยเห็น

ขบวนที่ได้รับความสนใจมากที่สุด เห็นจะไม่มีใครเกินกองทัพนักเต้นของป๊อบพรินเซสขวัญใจชายสีรุ้งและชาวออสซี่ ก่อนหน้านี้มีข่าวมาว่า ไคลี มิโนค จะไม่ส่งอะไรเข้าร่วมปีนี้ แต่ในที่สุดก็มีหนุ่มสาวแดนเซอร์กว่า 250 ชีวิต มาอวดโฉม มีไคลีตัวปลอมอีกสามนางเดินนำขบวนที่แยกเป็นสามส่วน แต่ละส่วน มีรถบรรทุกคันใหญ่ของตัวเอง สาดไฟสว่างไสวเรืองรองให้นักเต้นที่เดินตาม ใช้เพลงดังสามเพลงประกอบ ขบวนไคลีกลายเป็นขบวนยาวเหยียดราวกับงูเลื้อยไปตามถนน เหมือนหอบเอาคอนเสิร์ตมาเดินขบวน

อีกคณะหนึ่งที่ผู้คนตั้งใจรอชมก็คือ Asian Marching Boys ที่รวมเอาหนุ่มหน้าตี๋เสียส่วนใหญ่ แต่ก็มีแฟนและเพื่อนฝรั่งผิวขาวมาร่วมแจมด้วย ขบวนนี้สร้างชื่อเสียงให้เกย์ชาวเอเชียไม่น้อย พวกเขาดูน่ารัก น่าเอ็นดูแตกต่างจากขบวนอื่นๆ ที่เป็นฝรั่งตัวโต หุ่นบึ้ก

ในพาเหรดนี้มีขบวนที่มีคนไทยอยู่ไม่น้อยนะครับ นักเรียนไทยมาเรียนที่ซิดนีย์กันเยอะ มีขบวนหนึ่งชื่อว่า Thai’d Together รวมฮิตเพื่อนฝูงชาวเอเชีย และอีกขบวนมาจากประเทศไทยโดยสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ซึ่งมาประชุมและอบรมกันที่นี่ก็ส่งตัวแทนเข้าร่วมเดินในชุดไทยสีทองอร่าม

เคยมีคนถามผมว่า เวลาเกย์แก่ หรือกะเทยแก่แล้ว พวกเขาไปอยู่กันตรงไหน ถ้าตอบตอนนี้ ก็คงบอกว่า ก็มาอยู่ในพาเหรดนี่ไง ในขบวน Sequins –Mature Aged Gays เหล่าเกย์อาวุโสนับสิบไม่เดินให้เมื่อยตุ้ม แต่ท่านยืนโบกทักทายผู้คนอยู่บนรถบัสเปิดหลังคาสูงสองชั้น มันเป็นภาพของความหลากหลายของผู้คนในสังคม ที่ไม่ได้แค่แตกต่างเรื่องทางเพศ แต่แตกต่างทั้งเชื้อชาติ ผิวพรรณ และอายุ ในพาเหรดเราจะเห็นผู้อาวุโสบางคนแต่งตัวเหมือนหนุ่มสาว โชว์เนื้อหนังเหี่ยวย่น ผมว่า มันเป็นเครื่องเตือนใจอย่างหนึ่งเรื่องสังขาร และอีกอย่างก็คือ ในสังคม ไม่ใช่มีแต่คนหุ่นดี หรือคนหนุ่มสาวเท่านั้นที่เป็นสมาชิกของสังคมนี้

มีอีกหลายขบวนที่น่าสนใจครับ แต่ผมว่า ให้รูปเป็นตัวเล่าเรื่องต่อดีกว่า ตอนนี้ผมกำลังคิดๆ ว่า ปีหน้า ซิดนีย์เกย์และเลสเบี้ยนมาร์ดิ กราส์จะฉลองครบสามสิบปี ถ้ามีโอกาส ผมคงไม่อยากเป็นแค่คนดูแล้ว ดูภาพและรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.mardigras.org.au

(ป.ล. ขอขอบคุณอาจารย์ปีเตอร์ แจ็คสันและมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียที่หาทุนสนับสนุนและจัดการเดินทางครั้งนี้ขึ้น)

All rights reserved.

Sunday, March 04, 2007

การเดินทางของเด็กชายสายรุ้ง

เลิกแอบเสียที / วิทยา แสงอรุณ Metro Life นสพ. ผู้จัดการวันเสาร์ vitadam2002@yahoo.com 3-4 March 2007

ตั้งแต่วันแรกที่ผมกับเพื่อนๆ คิดว่า อยากจะแปลงหนังสือเกี่ยวกับเกย์วัยรุ่นเรื่อง “เรนโบว์บอยส์” ให้เป็นหนังดีๆ สักเรื่องหนึ่ง เราไม่นึกมาก่อนเลยว่า มันจะใช้เวลายาวนานเช่นนี้ และแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ก.พ.) การเดินทางของทัศน์-ณัฐ-และเอกก็มาถึงจุดหมายที่เราได้ตั้งใจไว้.

หนังเรื่องนี้ฉายที่เฮ้าส์ อาร์ซีเอ ปลายปี 2005 เราวางแผนว่าจะทำเป็นวีซีดีได้ประมาณกลางปี 2006 หลังจากคุยกับผู้จัดจำหน่ายหลายบริษัท ทุกๆ คนก็เห็นศักยภาพของตลาดนะครับ แต่ก็มีอุปสรรคบางอย่าง จนในที่สุด เราก็ค้นหา จนได้เพื่อนผู้ร่วมทางอีกคนมาเป็นผู้จัดจำหน่ายจนบรรลุโครงการ ผมคงต้องขอขอบคุณทีมงานของบริษัทเค มาสเตอร์ ซึ่งบริษัทลูกของอาร์เอส โปรโมชั่นไว้ ณ ที่นี้ด้วย

และวันนี้ ผมขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ กราบขอบพระคุณทุกๆ ท่าน แฟนๆ คอลัมน์ แฟนๆ หนังสือ แฟนๆ หนัง เพื่อนๆ น้องๆ และบุคคลอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม ท่านทั้งหลายคือ ยาชูกำลังขนานวิเศษสำหรับพวกเราตลอดมาตั้งแต่เริ่มค้นหานักแสดง ถ่ายทำ และเข้าฉาย จนลงแผ่นวีซีดี

ที่เซ็นทรัลเวิล์ด พลาซ่า ห้างฯ Zen (ไม่ใช่ร้านอาหารญี่ปุ่นนะ) บนชั้นห้า ตอนบ่ายแก่ๆ เรามีงานกึ่งขอบคุณ กึ่งประกาศว่า หนังเรื่องนี้วางแผงเป็นวีซีดีแล้วล่ะ ผมรู้ดีว่า มีหลายๆ ท่านซุ่มอยู่แถวๆ นั้น แต่คงยังเกรงๆ หรือเกร็งๆ อยู่

บางท่านคงยังไม่ชินกับงานแบบนี้ มาพูดอะไรกันเรื่องเกย์ๆ ในห้าง… และอาจจะกลัวคนอื่นรู้ ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายที่มาช้อปปิ้ง บางท่านก็เลือกจะยืนอยู่ห่างๆ และบางท่านก็เดินวนไปวนมา

พื้นที่จัดงานตรงนั้น สำหรับผม มันคือ ความฝันที่กลายเป็นจริง และความจริงที่ไม่เคยนึกฝัน ปนๆ กัน

ความฝันก็คือ ฝันอยากจะทำหนังเกี่ยวกับชายรักชายให้ผู้คนรับรู้ และอยากจะดู อยากให้เมืองไทยมีผลงานสักเรื่องที่พูดเรื่องการเป็นตัวของตัวเอง “แนวเติบโต และเรียนรู้ชีวิต” ฉบับเกย์น่ะครับ (gay coming-of-age) ซึ่งหลายๆ ประเทศก็มีหนังแนวนี้อยู่แล้ว ยกเว้นที่นี่ ประเทศไทย

อีกอย่าง เท่าที่ผ่านมา ผมคิดว่า การพูด หรือเขียนบอกใครๆ ว่า คนที่เป็นเกย์และยังต้องแอบอยู่ จะสามารถมีความสุขได้ จะสามารถเลิกวิตกกังวลได้ หากเราจัดการกับความกลัวนั้นด้วยการ “เลิกแอบ” ก็ดูยังไม่เพียงพอในการสื่อสารวงกว้าง เพราะไม่มีภาพให้เห็น ไม่มีเสียงให้ได้ยิน ไม่มีอารมณ์ให้รับรู้และสัมผัสถึง

ผมหวังว่า การนำเสนอด้วยสื่อที่เป็นหนัง จะเป็นทางเลือกอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ง่ายขึ้น ยิ่งถ้าได้ไปฉายในโรงเรียนนะครับ พวกเราคงยิ้มไม่หุบแน่

ส่วนที่เป็นความจริงที่ไม่เคยนึกฝันก็คือ ได้มีพื้นที่สาธารณะสักแห่ง ในห้าง หรือที่เปิดกว้าง พูดถึงเรื่องเกย์ อย่างเปิดเผย พูดอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องกลัวจะมีคนมาแจ้งข้อหาว่า “เดี๋ยวลูกหลานเห็นแล้วจะเป็นเกย์กันหมด” ที่ Zen ชั้น 5 ตรงนั้น คือเวทีที่เปิดกว้างสำหรับทุกๆ คน เป็นพื้นที่แห่งการยอมรับตัวตนของทุกๆ คนที่มาร่วมงาน ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีตู้ให้หลบ

ก่อนหน้านั้น เวลาเราจัดงานอะไรที ก็จะต้องคิดแล้วคิดอีก ต้องหาสถานที่กึ่งปิด ไม่ใช่ร้านอาหาร ก็ร้านกาแฟ ห้องส่วนตัว หรือไม่ก็มุมใดมุมหนึ่ง ในแง่มุมหนึ่ง มันสร้างความรู้สึกผิดๆ ที่ว่าเวลาจะพูดอะไรเรื่องนี้ ก็ต้องคอยกระซิบ บางครั้งความเป็นส่วนตัวก็ดีนะครับ ทำให้สบายใจ แต่มันก็ไม่ได้ฝึกใจเราให้เราท้าทาย ให้เราได้ลอง “วัดใจ” ของเราเอง

“การเลิกแอบให้เกลี้ยง” ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ต้องค่อยๆ ทำ และอย่างที่บอกทุกครั้ง มันเป็นทางเลือก ไม่ใช่ไฟท์บังคับ ลองพาตัวเราไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องบังคับตัวเราเองให้เป็นตัวเองสิครับ ความวิตกกังวลจะลดลงเรื่อยๆ ผมได้เจอผู้อ่านท่านหนึ่งในงาน หลังจากเขียนอีเมลคุยกันพักหนึ่ง เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งปี เขาก็มาบอกว่า เขาเริ่มบอกเพื่อนๆ สมัยเรียน เพื่อนที่ทำงานบางคน และรู้สึกแล้วว่า มันดียังไง ที่ไม่ต้องคอยหาคำโกหกมาปกปิดว่า อยู่จนป่านนี้แล้ว (30) ทำไมยังไม่แต่งงาน ผมรู้สึกว่า เวลาเขาพูดเรื่องนี้แล้ว เขามีความสุขขึ้น

ในวันนั้น ผมต้องขอบคุณห้าง Zen ที่เปิดพื้นที่ให้เราได้เท้าทาย ซึ่งห้างนี้ไม่ได้เป็นห้างสำหรับเกย์เดินเท่านั้นนะครับ แต่เป็นห้างที่ต้อนรับทุกๆ คนต่างหาก และถ้าจะเหนือไปกว่านั้น ต้องไม่ใช่แค่ต้อนรับ แต่ต้อง “ยินดี” อีกด้วย ต้องรู้จักเอาใจลูกค้าทุกๆ กลุ่มอย่างเท่าเทียมและเข้าถึง

ส่วนที่ B2S (ที่หนังเรื่องนี้วางขาย exclusive) ผมก็ต้องขอขอบคุณด้วยอย่างยิ่งที่ให้โอกาส ให้พื้นที่และใจกว้าง ถ้ามีกลุ่มเป้าหมายไปที่นั่นมากขึ้น หนังสือเกี่ยวกับเกย์ และสินค้าที่น่าสนใจสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะมีมาวางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเราจะได้บอกต่อๆ กันไป

ในงานวันนั้น ทุกๆ คนผ่านประสบการณ์ “Zen” บางอย่าง คุณผู้หญิงที่มาร่วมงาน ก็ยอมรับตัวเองและความจริงที่ว่า เป็นผู้นิยมเรื่องราวเกี่ยวกับเกย์เพราะดูแล้ว หรืออ่านแล้ว ก็สุขใจ อิ่มใจ ส่วนเหล่าเกย์ที่มาร่วมงานก็ใช้เป็นเวทียอมรับตัวเองกับใครๆ ในที่สาธารณะว่า เป็นเกย์ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอีกต่อไป

“เรนโบว์บอยส์ เดอะมูฟวี่” คือสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพอย่างหนึ่ง เหมือนเครื่องมือที่นำให้เราทุกคนมาพบกัน และรู้จักตัวเองมากขึ้น ผมเองไม่คิดว่า ต้องทำอะไรใหญ่โตให้คนได้ชื่นชม แต่พอได้รับคำชมและคำติชมทีไร ก็ลืมเหนื่อยทุกที ลืมปัญหาต่างๆ เวลาเจอใคร หรือหน่วยงานใด หรือผู้ใหญ่บางคนที่ไม่เข้าใจ และปิดกั้น และมักจะอ้างเหตุผลที่มาจากอคติของตัวเองล้วนๆ ขณะเดียวกัน บางครั้งก็เหนื่อยที่จะเถียง ถ้าท่านไม่สนับสนุน ก็ไม่ว่าอะไร แต่ขออย่าได้ขัดขวางใดๆ หรือชวนใครมาร่วมขวางเลย จะประเสริฐสุด

วันที่ 24 ก.พ. โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกปลดปล่อยตัวเองบางอย่าง ผมคิดว่า มันเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้คนอื่นๆ อยากจะเปิดตัวเองมากขึ้น และทำอะไรๆ ที่ไม่คิดว่า ตัวเองจะได้ทำ หรือได้ตัดสินใจว่า จะเลิกแอบกับเพื่อนทีละคน หาอะไรท้าทาย และลองเปลี่ยนตัวเองดูนะครับ สักครั้งในชีวิต แล้วคุณจะรู้ว่า อิสรภาพแห่งจิตวิญญาณมันหอมหวานยังไง

บอกต่อกันไป : กลุ่มอาสาสมัครต่างๆ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนประสบความสำเร็จขั้นแรกในการยื่นศาลปกครอง ให้รับฟ้องกรณี สด. 43 ที่กลาโหมระบุว่า สาวประเภทสองเป็นโรคจิต ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะนำไปสู่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของกลาโหมต่อไป บัดนี้ ทางกลุ่มต้องการเงินทุนสนับสนุนเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับทนายความ บริจาคได้ที่ บัญชี "กองทุนสนับสนุนและปกป้องสิทธิมนุษยชนของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ" เขียนสั้นๆ ว่า กองทุนสนับสนุนฯ ก็ได้ ธ. กรุงศรีอยุธยา สยามสแควร์ เลขที่บัญชี 123-1-34489-4 รายละเอียด คุณเล็ก (กลุ่มสะพาน) 085-041-8477
/ ฉบับหน้ารออ่านรายงาน เที่ยวงานเกย์มาดิกราส์ ที่ซิดนีย์

-end-

All rights reserved