Sunday, January 15, 2006

แล้วเธอล่ะ...รู้สึกยังไงกับฉัน?

เลิกแอบเสียที/วิทยา แสงอรุณ Metro Life นสพ. ผู้จัดการวันเสาร์

14-15 มกราคม 2006

จากมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ถึงเรียนจบ กระทั่งทำงาน “อรัญ” กับ “กฤษณ์” แทบจะไม่ได้แยกจากกันเลย

กฤษณ์ไม่เคยรู้สึกอึดอัดเวลาไปไหนมาไหนกับอรัญ ผิดกับหลายคนที่ไม่อยากให้ใครๆ ได้พบเห็นว่า ตัวเองคบเพื่อนที่เป็น “แบบนี้”

อรัญผมยาว ผอมบาง เขาแสดง “อารมณ์หญิง” ได้ต่อหน้าผู้คนอย่างไม่กริ่งเกรง แต่เขาก็ไม่ได้กรี๊ดกร๊าดโวยวาย เพียงแต่ “แรง” ได้เวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ

ขณะเดียวกัน อรัญเองก็ไม่ได้รู้สึกลำบากใจอะไรที่คบหากับกฤษณ์ กฤษณ์แลดูเป็นผู้ชาย-แสนจะผู้ชาย ห้าวบ้างเป็นบางเวลา ก็กฤษณ์เป็น “ผู้ชาย-ผู้ชาย” นี่นะ

อรัญจำได้ วันแรกที่เห็นเพื่อนคนนี้

“ตอนเข้ามหา’ลัย ปีหนึ่ง ก็นึกว่าจะได้เจอผู้ชายหล่อๆ ที่ไหนได้ คนแรกที่เจอ ก็เขานั่นแหละ เขาไม่ใช่คนหล่อ ไม่ใช่สเปคหนูเลยล่ะพี่” อรัญชอบใช้คำว่า “หนู” เวลาคุยกับผม

หนุ่มผมยาวคนนี้เคยมีส่วนช่วยเหลือเพื่อนไม่หล่อให้จีบรุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่งจากคณะเดียวกัน

อรัญไม่ใช่แค่ส่งเสียงเชียร์อย่างเดียว แต่เขาสนับสนุนเพื่อนอย่างเต็มสปีดจนจีบติด ส่วนตัวเองก็คบหากับผู้ชาย-เกย์คนอื่นๆ บ้างตามเส้นทางเดิน คบๆ เลิกๆ ตอนนั้นเขาอายุยังน้อย และไม่รู้สึกอยากจะจริงจังกับใคร

กฤษณ์สนใจทำธุรกิจแม้จะเป็นนักศึกษาอยู่ เขากับเพื่อนๆ เปิดบริษัทด้วยกัน เขาทุ่มเทให้กับงานจนในระยะหลัง ฝ่ายแฟนสาวของเขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่า หล่อนไม่ใช่สิ่งแรกที่กฤษณ์จะคิดถึงอีกต่อไป และขอเป็นฝ่ายเดินจากไปเอง

วันที่กฤษณ์ร้องไห้เพราะโดนแฟนทิ้ง อรัญก็เป็นผู้รับฟังอย่างเข้าใจและสงสารเพื่อนจับใจ

กิจการของกฤษณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ ความสำเร็จของกฤษณ์ ก็มักมีอรัญเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยเสมอ เขาสองคนรับรู้หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของกันและกัน

สำหรับอรัญแล้ว กฤษณ์เหมือนเด็กดีของพ่อแม่ ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง อรัญเคยไปมาหาสู่ที่บ้านเขาบ่อยๆ พ่อแม่ของกฤษณ์ก็รับรู้ว่า สองคนเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียน

อรัญชอบหยอกล้อเพื่อนเสมอๆ เรียกได้ว่า “ปากว่ามือถึง” บางครั้งเขาจะจับทุกอย่างที่อยากจะจับในตัวกฤษณ์ ส่วนกฤษณ์ไม่ได้คิดว่า อรัญถือโอกาสหรือเอาเปรียบอะไร เขาปัดป้องบ้าง แต่ก็ร่วมเล่นหยอกเย้ากอดปล้ำกันชนชาชิน

สำหรับอรัญแล้ว กฤษณ์เหมือนเด็กหนุ่มอินโนเซ้นท์ น่าเอ็นดู น่าหยิก ดูๆ ไป กฤษณ์ก็น่ารักอยู่เหมือนกัน แต่อรัญก็ต้องปัดความคิดที่จะไปไกลกว่านั้น “กฤษณ์ไม่ใช่สเปคของฉันนี่นา”

แต่ในอีกมุมหนึ่งของหัวใจ ดูเหมือนอรัญจะมองเห็นกฤษณ์อย่างที่ไม่เคยมองมาก่อน สองคนผูกพันกันมากขึ้น ไม่ว่าตอนที่เขาทำงานไม่ทัน หรือต้องทำงานดึกคนเดียว กฤษณ์ก็จะอยู่ตรงนั้น อยู่เป็นเพื่อนกันและกันเสมอ

กระทั่งวันที่ทั้งสองได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน

เกม “Truth or Dare” (กล้าพูดจริง-กล้าถาม) ที่เล่นกันในวันนั้นทำให้อรัญค้นพบความจริงประการหนึ่งว่า กฤษณ์ไม่ใช่เด็กอินโนเซ้นท์อย่างที่เขาเคยคิดอีกแล้ว สัญชาติญาณผู้ชายของกฤษณ์นำพาเขาไปหาประสบการณ์หลายอย่างโดยที่อรัญไม่เคยรับรู้มาก่อน ทั้งเที่ยวอาบอบนวด เจอผู้หญิงที่ผับแล้วสามารถชวนขึ้นเตียงได้ กระทั่ง Threesome กับหญิงสองคนก็เคยมาแล้ว

ข้อมูลเกี่ยวกับกิจการทางเพศส่วนตัวของกฤษณ์ที่อรัญได้ยินมาจากเกมนั้นทำให้ตัวเขาเองเกิดอาการแปลกๆ

“หนูรู้สึกว่า เขาโตขึ้น เขาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่ไม่รู้ทำไม พอรับรู้ว่าเขาไปทำอะไรมาบ้าง มันเจ็บนะ หนูก็ถามเขาหมดทุกอย่างทั้งๆ ที่บางครั้งพอได้ยินแล้วตัวเองก็รู้สึกไม่ดี เหมือนตัวเองคงชอบความเจ็บปวด ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขาทำก็เป็นเรื่องระบายออกทางเพศแบบผู้ชายทำกัน ไม่ได้หวือหวาอะไร หนูเริ่มรู้สึกตัวแล้วล่ะว่า คงชอบเขาไปแล้ว คงรักเลยมั้ง มันรุ่มร้อนบอกไม่ถูก”

แต่อรัญก็ทำได้แค่เพียงเก็บความรู้สึกนั้นไว้ มันเป็นไปไม่ได้ที่กฤษณ์จะชอบเขาเหมือนแฟน กฤษณ์เป็นผู้ชาย-ผู้ชาย ไม่ใช่ไบเซ็กช่วล และไม่ใช่ “เกย์สับสน” แต่ยิ่งรับรู้พฤติกรรม “ชายชาตรี” ของเพื่อนรักมากยิ่งขึ้นเท่าไหร่ อรัญกลับยิ่งรุ่มร้อนใจมากขึ้นเท่านั้น

“มันเหมือนเขามีเสน่ห์ขึ้นมาเลยล่ะพี่” อรัญพยายามสรรหาคำอธิบายอื่นๆ อีกว่า ทำไมเขาถึงชอบกฤษณ์ในอีกแบบหนึ่ง

ทั้งสองยังคงใกล้ชิดกันต่อไป ตอนนี้กฤษณ์และอรัญต่างก็ไม่มีใคร มีแต่งานและงาน อรัญบอกว่า แต่ความรู้สึกของอรัญที่มีต่อกฤษณ์ก็ทวีมากขึ้น จนเริ่มทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

หลังจากปรึกษาเพื่อนฝูงจนเกือบสต็อค อรัญก็ตัดสินใจ เขาลองซักซ้อมบทพูด พร้อมเตรียมใจล่าถอยไว้หากสิ่งที่ได้รับคือคำปฏิเสธ ก่อนหน้านี้ตอนเขาอยู่มัธยมปลาย....เขาเคยเผยความรู้สึกทำนองเดียวกันมาก่อนกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่เขารู้ว่า เพื่อนเป็นผู้ชาย-ผู้ชาย และสิ่งที่เขาบอกเพื่อนคนนั้นออกไปทำให้มิตรภาพต้องขาดสะบั้นลง แต่สำหรับกฤษณ์...

“…เขาจะต้องมีใจให้หนูบ้างล่ะน่า ใครจะยอมให้หนูเล่นกอด เล่นหอมแก้มอะไรขนาดนั้น บางทีก็เล่นจับกัน แบบสนุกๆ น่ะพี่”

แต่สิ่งที่เขาจะทำต่อไปนี้ ไม่ได้เป็นไปเพื่อความสนุกอีกแล้ว แต่เป็นการ “วัดใจ” ครั้งยิ่งใหญ่ อรัญยังคงสงสัย “ฉันจะทำได้เหรอ” กระทั่งทั้งสองได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันตามลำพังในคืนวันหนึ่ง

ณ ห้องทำงานหลังจากการหยอกล้อเล่นหัวกันตามปกติเสร็จสิ้นลง...

อรัญก็ดับไฟ

ในห้องนั้น กฤษณ์กำลังนอนหนุนตักอรัญอยู่อย่างที่เคยทำ-แบบเพื่อน ส่วนอรัญก็เอามือโอบรอบลำตัวของกฤษณ์ไว้-แบบมากกว่าเพื่อน อรัญเกริ่นนำตามที่ได้เตรียมมาและก่อนที่เขาจะพูดอะไรมากกว่านี้ กฤษณ์กลับลุกขึ้น เปิดไฟ แล้วนั่งลงทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์

ถึงขั้นนี้แล้ว อะไรก็ฉุดความอยากรู้ไว้ไม่อยู่ อรัญโพล่งออกไปว่า

“รักนะ”

ตอนนี้เขาไม่สนแล้วว่า จะเกิดอะไรขึ้น...เขาได้พูดมันออกไปแล้ว

“รู้แล้วล่ะ...รู้มานานแล้ว”

“กฤษณ์รู้ได้ยังไง” อรัญว่า

“ก็จากคำพูด จากการกระทำ จากสายตา...”

แล้วอรัญก็บอกความรู้สึกล้ำลึกของเขาจนแทบไม่เหลืออะไรให้ต้องแอบซ่อนอีก ตอนนี้เขาอยากจะเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนสนิท เป็นแฟนทันที แต่การเป็นแฟน ก็เหมือนกับต้องเคยมีอะไรกันแล้ว เขาคิดเอาเองอย่างนั้น และที่สำคัญดูเหมือนกฤษณ์จะไม่พร้อมที่จะรับสถานภาพใหม่

“งั้นเราสองคนเป็นคนที่รักกัน ก็แล้วกันนะ” กฤษณ์เสนอ
คงไม่ต้องเดา อรัญคงอยากจะกระโดดโลดเต้นอยู่ตรงนั้น เขารู้ว่า คนอย่างกฤษณ์คงไม่มีวันบอกว่า “ฉันรักนาย” ออกมาหรอก แต่เขาก็บอกออกมาแล้วในแบบฉบับของเขา ความรู้สึกตื่นเต้นของอรัญทำให้อาการปากว่ามือถึงของเขากลับมาอีกครั้ง อรัญเสนอ

“งั้นตอนนี้เราเป็นคนที่รักกันแล้ว ให้ฉันจูบเลยนะ” อรัญหมายความอย่างนั้นจริงๆ แต่กฤษณ์ไม่เคยรู้สึกอยากจูบผู้ชายมาก่อน เขาเลยขอต่อรองเป็นหอมแก้มแทน

อรัญค่อยๆ บรรจงทำอย่างนั้นบนแก้มของกฤษณ์ คราวนี้ไม่เหมือนคราวไหน กฤษณ์รู้สึกสะดุ้งสุดตัว เพราะนี่ไม่ใช่การเล่นหอมแก้มอย่างที่เคยหยอกล้อกันอีกแล้ว แต่มันเต็มไปด้วยความรู้สึกเสน่หาวาบหวิวที่ส่งผ่านริมฝีปากนั้น

“พี่รู้เปล่า เขาสะดุ้งเหมือนโดนน้ำร้อนลวกเลยล่ะ” อรัญเล่าพลางหัวเราะ

อรัญรู้ว่า กฤษณ์กับเขาอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตัวเขาเองคงต้องทำใจยอมรับความจริงให้ได้ว่า กฤษณ์คงจะไม่ทางบอกเพื่อนๆ ที่ทำงาน ที่บ้าน หรือที่ไหนๆ ว่า เขามีคนรักเป็นผู้ชาย

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองรอคอย เขาออกต่างจังหวัดกัน

“เขาอยากไปที่ๆ ไม่มีใครรู้จักเขา ตอนไปเธคที่นั่น เขาก็กอดคอ กอดเอวหนูตามปกติ เขาอยากไป count down กันสองคน ดูเหมือนเขาจะไม่เกร็งที่นั่น แต่บอกได้เลยว่า เขาทำตัวยิ่งกว่า ‘เกย์แอบ’ หลายๆ คนอีก เขากลัวคนจะรู้เอามากๆ แต่หนูก็จะเข้าใจ’”

หลังจากตกลงเป็น “คนที่รักกัน” กฤษณ์ก็ยังคงไปอาบอบนวดอยู่ อรัญก็รู้ แต่มาถึงบัดนี้แล้ว เมื่อสองคนมีใจให้กัน โดยที่กฤษณ์กับอรัญยังไม่เคยมีเซ็กซ์กันนอกจากกอดกัน แต่ความใกล้ชิดและไว้วางใจนั้น มีให้กันอย่างเปี่ยมล้น อรัญรู้ดีว่า เขาคงไม่ต้องการเรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้แล้ว

ผมเองก็ไม่รู้ว่า ความรักของทั้งสองจะดำเนินไปอย่างไร กฤษณ์จะดีกับอรัญอย่างนี้ตลอดไปหรือไม่ หรือกฤษณ์จะได้พบผู้หญิงที่ถูกใจหรือไม่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมเริ่มจะเชื่อมากขึ้นแล้ว

นิยามความรักต่างมีแบบฉบับของตัวเอง

-end-
All rights served.

9 comments:

Anonymous said...

มีใครสักคนให้ได้รัก ทั้งเขาก็รักเราด้วย
สุขจนน้ำตารื้นเลยแหละ
กับเซ็กซ์นั้นถ้าไม่มีให้กันก็ช่างมันเถอะ
มีให้กันได้ก็จะเติมเต็มยิ่งขึ้น

เรืองฤทธิ์

spy eyes said...

บางครั้งความรักก็เล่นตลกกับเรา โดยไม่เลือกเวลาหรือสถานะ

แต่หลังจากความตลกผ่านไป ความรู้สึกนับร้อยนับพันก็ปนเปทับทวีอยู่ในใจ ยากจะอธิบายและแยกแยะเลยล่ะครับ

ิำำbeemanufan said...

ชอบประโยคสุดท้ายจังเลย นิยามความรักต่างมีแบบฉบับของตัวเอง

nobita82 said...

ซึ้งครับอ่านแล้วตื้นตันไงไม่รู้

Anonymous said...

เป็นความรักที่น่าสนใจและซึ้งดีครับ

รูปก็สวยดีครับ หนุ่มเสื้อยืดสีขาวเซ็กซี่จัง

AkE said...

นั่นสินะครับพี่
ทำไมถึงต้องมีใครต่อใคร ทั้งเกย์ด้วยกันเอง
หรือชาว Straight
ก็พยายามจัดจำแนก แบ่งจำพวกอยู่นั่นแหละ
ทั้งๆ ที่ท้ายที่สุดแล้ว
เราก็คือ คน เหมือนๆ กัน
ผสมๆ ปนเปคละเคล้ากันไป แบ่งได้ยากอยู่แล้วนี่ครับ

AkE said...

YaHoo!!!!!!

Best Motion Picture - Drama
Brokeback Mountain

Best Director - Motion Picture
Ang Lee – Brokeback Mountain

Best Screenplay - Motion Picture
Brokeback Mountain
Written by Larry McMurtry, Diana Ossana

Best Original Song - Motion Picture
'A Love That Will Never Grow Old' – Brokeback Mountain

หนังเข้าฉายเมืองไทย กุมภาพันธ์นี้คร้าบ

CrazyP said...

^__^ นาน ๆ ทีจะมีเรื่องที่จบ(ภาคนี้)แบบ happy ending มาให้อ่านนะครับ... รู้สึกดีจัง แต่จะว่าไปก็เหมือนได้อ่านเรื่องของตัวเองเลย ผิดตรงที่ผมไม่ได้หลงรักเพื่อน man ของผมเหมือนอรัญแต่ผมก็มี "เพื่อนคนพิเศษ" แบบนี้อยู่เหมือนกันอ่ะ แบบว่าคบกันมานานมากจนเหมือนเป็นพี่น้องกันไปแล้วมากกว่า ถ้าเป็นอย่างในเรื่องนี้ก็คงเป็นผมเองนั่นแหล่ะที่จะสติแตกถ้าเราจะเปลี่ยนมาเป็น "คนรักกัน" เพราะผมอยากให้เขามีชีวิตที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนแบบที่ผมเป็นอยู่... คือมันรักและปรารถนาดีกับเขามากกว่าที่อยากจะให้เขาเปลี่ยนเพื่อเราเสียอีก ผมคงจะโง่มากกับเรื่องอย่างนี้... แต่ก็ยอมรับโดยดีครับ (^__^)

Vitaya S. said...

ขอบคุณที่มาโพสต์กันครับ อรัญกับกฤษณ์อ่านแล้วคงอบอุ่นใจ