Sunday, February 19, 2006

“Brokeback Mountain” ความหมายในใจคุณ?


เลิกแอบเสียที/วิทยา แสงอรุณ Metro Life นสพ. ผู้จัดการวันเสาร์

vitadam2002@yahoo.com

18-19 กุมภาพันธ์ 2006

เข้าฉายมาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Brokeback Mountain ผมว่าหวังท่านผู้อ่านคอลัมน์ส่วนใหญ่คงได้มีโอกาสไปดูกัน แอบไปดูสักนิดก็ยังดี...

สำหรับท่านที่ยังบอกตัวเองอยู่ว่า “ว่าจะ-ว่าจะ” โปรดอย่าเพิ่งอ่านย่อหน้าถัดไปนะครับ เพราะถ้ายังไม่ได้ดูหนัง แล้วอ่านตรงนี้ จะทำให้เสียอรรถรสในการรับชมไปเลย เอาเป็นว่า คอลัมน์นี้ยังคงรอให้คุณมาอ่านภายหลัง ต้องขออภัยที่ให้รอก่อน แต่ตอนนี้คนเขียนไม่อยากจะรอเขียนเรื่องนี้อีกแล้ว

ผมจำได้ว่า ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว หลังจากได้อ่านบรรดากระทู้ของคนไทยในต่างประเทศที่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ก็ยิ่งทำให้อยากจะรู้นักว่า ถ้าได้ดูบ้าง ตัวเองจะรู้สึกยังไง

ในที่สุด ก็ได้ไปโรงหนังวันอังคารที่ 7 ก.พ. รอบสื่อมวลชน แต่ผมก็เขียนอย่างที่ใจอยากไม่ได้สำหรับคอลัมน์วันเสาร์ถัดมา และก่อนหน้านี้ก็เคยนำเสนอหนังเรื่องนี้แบบพรีวิวไปแล้ว

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ที่เขียนต้นฉบับประจำเสาร์นี้ หนังเรื่องนี้ก็ยังคงทำให้ผมคิดอะไรหลายอย่าง
ได้อยู่แทบทุกวัน บางครั้งก็คิดวนไปวนมา บางครั้งก็รู้สึกเหมือนจะบรรลุอะไรบางอย่าง

เกิดคำถามขึ้นมากมายเหลือเกินครับ ทั้งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของตัวเอง เรื่องของคนรอบข้าง เรื่องในระดับสังคมบ้านเรา เรื่องเปรียบเทียบระหว่างสังคมไทยกับสังคมอเมริกัน รวมไปถึงกับสังคมอื่นๆ และสุดท้ายก็มาจบลงที่คำถามง่ายๆ ที่ว่า แม้หนังเรื่องนี้จะคว้าออสการ์มาได้ แล้วจะมีคนเข้าใจและยอมรับเกย์มากขึ้นไหม?

ผมก็ไม่ได้หวังมากมายให้มีการยอมรับแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ใช่ว่า ไม่หวังผลในแง่บวกอะไรเสียเลย

พอลองเลียบเคียงคนไม่เป็นเกย์ที่ไปดูมาแล้ว เขาก็บอกว่า “รู้สึกเห็นใจ”

ฟังดูก็เลยยังไม่แน่ใจว่า “ความเห็นใจ” ที่ว่านั่นคือ ผลลัพธ์ของความเข้าใจ และจะนำไปสู่การยอมรับได้หรือเปล่า?

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ตกลงแล้ว เหล่าเกย์ทั้งหลายเองต้องการการยอมรับกันจริงๆ หรือเปล่า? งั้นถ้าต้องการการยอมรับจากคนอื่นๆ เช่นนั้น ทำไมล่ะ จึงยังมีคนที่แอบอยู่และกลัวกันอยู่อีกมากมายเหลือเกินในโลกนี้ ถ้าคนเราต้องการการยอมรับ เราก็ต้องทำให้คนอื่นๆ เข้าใจ หรือแสดงความปรารถนาดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์ไม่ใช่เหรอ?

มันยากนะครับที่จะให้คนรอบข้างทุกคนเข้าใจ
หรือยอมรับความรักชอบเพศเดียวกันได้
ถ้าตัวเรายังไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงของตัวเองก่อน
ซึ่งเป็นก้าวแรกที่มักโดนปฏิเสธเป็นประจำ

ในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่งที่โชคดีและเลิกแอบได้พักใหญ่แล้ว การดูหนังเรื่องนี้ ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจมากมายจนถึงกับต้องซับน้ำตา ผมคงมัวแต่จะจับความหมายที่ผู้กำกับแอบซ่อนไว้ตามจุดต่างๆ แถมไม่วาย ยังอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบว่า หนังสือกับหนังจะนำเสนอต่างหรือเหมือนกันอย่างไร อะไรคือสิ่งที่เขาพยายามสื่อสารกับคนดูกันแน่?

ในวันนั้น พอหนังจบ ไม่มีสื่อมวลชนปรบมือ แต่ก็มีหลายคนนั่งอยู่ต่อไปเพื่อดู Running Credits ตอนท้าย ผมรู้สึกเสียดายแทนคนที่ลุกไปก่อน พวกเขาเลยไม่ได้ยินเพลงโหยหวนปั่นป่วนวิญญาณของวิลลี่ เนลสัน (He Was A Friend of Mine) มันโหยหวนจริงๆ นะครับ หวานปนเศร้า เศร้าระคนระทมโหยหา แถมยังรู้สึกผิดอีก แต่ผมก็ไม่ได้ร้องไห้ออกมา มันกลับทำให้รู้สึกดีที่ได้ฟังเพลงนี้เพราะเป็นเพลงที่ตอนจบเรื่อง ผมคิดไปว่า คนดูจะรู้สึกยังไงที่พาเพลงนี้กลับบ้านไปด้วย

ผมคิดว่า ในรอบสื่อฯ สื่อมวลชนที่รับเชิญไปดูกันฟรีๆ แต่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ คงแปลว่า พวกเขากำลังตั้งคำถามสารพัดให้กับตัวเองกระมังว่า ฉันจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ยังไงดี? ผมอยากจะภาวนาให้ผู้เขียนนำเสนอความเป็นจริงมากที่สุดจากความรู้สึกนึกคิดที่ได้ดู โดยมีอคติเรื่องเพศน้อยที่สุด
ประเด็นเรื่องเป็นเกย์ผิดปกติ หรือไม่เป็นธรรมชาติ น่าจะโบราณไปแล้ว

สำหรับผม เรื่องราวชีวิตของ Ennis และ Jack การแสดงของนักแสดงทุกคน บทสนทนา รวมทั้ง visual และ sound effects ของท้องทุ่งภูเขา และเมโลดี้กีตาร์เบาๆ คือสิ่งที่หลอกหลอนในใจอยู่ตลอด ไม่รู้ว่า คุณๆ รู้สึกกันอย่างไร สำหรับผม ผมรู้แล้วล่ะว่า ทำไมถึงไม่ได้ร้องไห้ ก็คงเป็นจริงอย่างที่มีผู้ชมจากต่างประเทศท่านหนึ่งบอกมาว่า “มันเหมือนร้องไห้อยู่ในใจ”

ในอีกประเด็น ท่านผู้ชมหลายท่าน พอได้ดูจบ ก็บอกมักว่า หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเกย์ แต่เป็นหนังรัก

ผมคิดว่า คนที่บอกเช่นนั้นกำลังบอกว่า ไม่ใช่หนัง “เฉพาะกลุ่ม” นะ แต่อีกนัยหนึ่ง หากคนพูดประโยคนั้นเป็นเกย์ ผมเดาเอาว่า ก็เหมือนคนพูดพยายามจะบอกด้วยว่า ไม่ใช่หนังโป๊ (นะโว้ย) และอีกนัยหนึ่งคนพูดก็พยายามจะบอกอีกด้วยว่า ไม่ใช่หนังไร้สาระ (นะโว้ย)

สำหรับผม มันคือหนังเกย์สองคนรักกัน และเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อให้คนเราหันมาสนใจความจริงและยอมรับตัวเองโดยปราศจากเงื่อนไข

หลังจากดูจบ หากคุณคือคนหนึ่งที่คุณหลุดพ้นจากอาการ “รู้สึกเห็นใจ” หรือ “ร้องไห้ในใจ” แล้วลองหันกลับมาพิจารณาดีๆ โศกนาฏกรรมสำหรับคนสองคนที่รักกันนานยี่สิบปีนั้น ก็คือสิ่งที่ชาวสีรุ้งทุกคนต่อสู้กันมาตลอด

ท่านผู้อ่านที่ไม่ได้เป็นเกย์อาจจะยังไม่เข้าถึงคำว่า “Homophobia” อย่างถึงแก่น อาจเป็นเพราะยังไม่มีคนบอก หรือไม่เคยเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อน

แต่คนที่เป็นเกย์ต่างก็รู้ว่า มันคือศัตรูตัวฉกาจที่แท้จริงของชีวิตที่ยังแอบอยู่ มันอยู่ในใจ ฝังตัวอยู่ในนั้นนานแสนนาน แถมเสแสร้งทำตัวเป็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของเรา มันมีอำนาจเหลือกำหนดที่ขีดเส้นชะตาชีวิต และหากปล่อยให้มันเป็นใหญ่ตลอดไป สิ่งที่ได้รับ ก็คือความสูญเสีย เหมือนเอ็นนิสที่ต้องสูญเสียแจ็คไป

ผมชอบคำพูดของนักแสดงหญิงท่านหนึ่งในการให้สัมภาษณ์ คุณ Michelle Williams (คนที่เป็นภรรยานายเอ็นนิสทั้งในหนังและทั้งในชีวิตจริง) เธอพูดเรื่อง Homophobia ให้เข้าใจได้ง่ายเลยว่า “เมื่อคนเราไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ มันจะส่งผลกระทบต่อตัวเราเอง และชีวิตของคนอื่นๆ ที่เราอนุญาตให้เขาเข้ามามีส่วนในชีวิตเรา”

หนังเรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่พูดถึง Homophobia ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาร้อยแปดในชีวิตเกย์ เพียงแต่บางครั้งเราต่างรับรู้แล้ว มักจะเหนื่อยเพราะยากที่จะจัดการ แต่ใช่ว่าจะจัดการมันไม่ได้

และยังมีอีกหลายประเด็นที่นำมาถกเถียงกันแล้วในบอร์ดสนทนาต่างๆ ผมหวังว่า คุณผู้อ่านคงอยากติดตามด้วยตัวเอง อย่าเสียดายเวลาเลยครับ ถ้าจะไปอ่าน ลองเสิร์ชดู

ในบรรดาประเด็นหลายๆ ประเด็น ทั้งที่ถามซีเรียสว่า ตกลงสองคนเป็นเกย์หรือเปล่า (อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมบนภูเขาพาไป?) หรือที่ถามเอาสนุกเช่น แจ็คเป็นรุกหรือรับกันแน่ (ก็เห็นมีอะไรกับผู้หญิงได้นี่) หรือที่สงสัยอยากรู้ เช่น เอ็นนิสอาจเป็นไบฯ มั้ง (ก็ดูไม่ลำบากใจที่จะมีอะไรกับเมีย) หรือประเด็นลึกลับ ตกลงแจ็คตายเพราะอะไร (ใครสั่งฆ่าเขาหรือเปล่า อ้ะ)

ประเด็นเหล่านี้ น่าจะนำมาพูดคุยกันได้ทุกเวทีล่ะครับ น่าจะลองทำอย่างนั้นกันเพื่อขยายความเข้าใจเรื่องเกย์ให้คนทั่วไปได้เข้าใจ

สำหรับคนที่เป็นเกย์ และดูหนังเรื่องนี้แล้วพบว่า มีหลายส่วนในชีวิตของตัวเองที่เป็นแบบเอ็นนิส คือ พูดไม่ออกบอกไม่ได้ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมเลยอยากจะรู้ว่า คุณคิดยังไง จากประโยคสุดท้ายที่เอ็นนิสพูดให้กับเสื้อเชิ้ตของเขากับแจ็คที่แขวนทับกันอยู่ ตกลงเขากำลังจะกล่าวอะไร
“Jack, I swear….”

เอ็นนิสสาบานอะไรอยู่? ก็ขึ้นอยู่กับคุณล่ะครับว่า คุณจะเลือกเติมข้อความส่วนที่ว่างเปล่าว่าอะไร สำหรับผม (ย่อมตีความเข้าข้างชื่อคอลัมน์นี้) ผมเลยคิดว่า ในใจเอ็นนิส เขาอยากจะบอกแจ็คว่า

ฉันสาบานว่า...ฉันจะพยายามก้าวออกไป และยอมรับตัวเอง

Brokeback Mountain เป็นเพียงชื่อสถานที่สมมุติ ไม่มีอยู่จริงในไวโอมิ่ง ไม่มีอยู่จริงไม่ว่าแห่งหนใดในโลกนี้ แต่ผมเชื่อว่า มันคือพื้นที่ที่มีความหมายอะไรบางอย่างในใจของคุณแต่ละคน

บอกต่อกันไป : ข่าวฝาก ใครมีหรืออยากจะมีเพื่อนชาวต่างชาติ ต้องการมีกลุ่มผู้รักการท่องเที่ยวและบันเทิง พลาดไม่ได้ เวบ www.gyent.com (อ่านว่า ไจ-แอนท์) จะเปิดตัวอาทิตย์ที่ 26 ก.พ. นี้ ที่ Bed Superclub สุขุมวิทซอย 11 เวลา 19.30-22.00 น. /เทศกาลหนังบางกอกฟิล์ม มีหนังเกย์เด็ด 6 เรื่องดูชื่อเรื่องและตารางเวลาฉายได้ที่ www.cyberfishmedia.com (เพิ่งทำตารางที่อ่านง่ายเสร็จ)

-end-

All rights served.

10 comments:

b&w said...

วันนี้ไปดูโรงมาแล้วครับ
ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นเลย
แต่กลับสงสัยมากขึ้นกว่าเดิมว่า
ที่พ่อของแจ็คบอกว่าแจ็คพาเพื่อน
มาช่วยกันสร้างบ้านเพื่อเตรียมจะมาอยู่ด้วยกัน
มันหมายความว่าแจ็คมีคนใหม่รึเปล่า

ส่วนที่ Ennis พูดว่า "Jack, I swear" หมายถึงอะไรก็นึกไม่ออกอยู่ดีอ่ะครับ

ิbeemanufan said...

อยากดู แต่เราอยู่ตจว.เนี่ยแหละ อิจฉาคนกรุงเทพจังเลย แถมเพื่อนเราหนีไปดูเรื่องนี้มาแล้วด้วย อิจฉาค่ะ ประเด็นเรื่อง bbm ในห้องเฉลิมไทยของพันทิพถูกพูดถึงกันมากเลยนะคะ ลองไปอ่านดูค่ะ อ้อ a love that will never grow old แปลได้เพราะมากๆเลยค่ะ พี่วิทย์

Vitaya S. said...

ง่า ไปดูโรงแล้ว...ส่วนประเด็นที่สงสัย
มีคำตอบแล้วล่ะครับ แต่ต้องอุบไว้ก่อน
เล่าหมด คนยังไม่ดูก็แย่เลย

ภาวนาให้คนอยู่ตจว ได้นั่งรถไปดูนะ
มันจะเป็นเหตุการณ์ประทับใจอย่างหนึ่งเชียวล่ะ
จะบอกว่า beemanufan ไม่ใช่คนเดียวนะ
ที่ต้องกระเสือกกระสนไปดู ตอนที่หนังฉาย
ที่ US มีคนขับรถไปเป็นพันไมล์เพื่อจะดูเรื่องนี้
หนุ่มคนหนึ่ง พยายามไป แต่เขาพลาดช่วงแรก
ของหนัง แต่กลับค้นพบอะไรหลายอย่างจาก
ที่ได้ดู เอาใจช่วย สู้ๆ

Vitaya S. said...

เพลง A Love.. คุณ B&W มีน้ำใจงาม
แปลมาได้ดีอยู่แล้วนะครับ เพียงแต่เกลา
นิดหน่อย แต่ใส่อะไรมากไม่ได้ เดี๋ยว
จะเสียความดิบเล็กๆ ในเนื้อเพลง
ต้นฉบับเสียหมด

Anonymous said...

ไปดูมาแล้วครับ
ค่อนข้างชอบ
มีหลายประเด็นที่ได้มาจากเรื่อง
ไปซื้อซาวนด์แทร็คมาฟัง
หาหนังสือมาอ่าน(ต่างจากในหนังนิดหน่อย)
เห็นด้วยกับพี่วิทยาที่สรุปว่าสุดท้ายแล้วเอนนิสเขากำลังสาบานอะไรกับตัวเอง
ผมคิดว่าเขาพร้อมแล้วกับการยอมรับตัวเอง หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดกับแจ็ค และหมดห่วงเรื่องการดูแลลูกสาวที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ake said...

พูดไม่ออก บอกไม่ถูกครับพี่
ถามว่าเอกชอบหนังไหม
ผมชอบครับ
แต่รู้สึกว่าทำไมหนังมันเอื่อยจัง
จนผมเกิดความเบื่อขึ้นมา
หรือเพราะ Gayness ของตัวเอง
ทำให้ดูหนังเรื่องนี้ได้ไม่ "อิน" เท่าที่ควร
หรือเพราะผมกำลังเครียดและวิตกกังวลกับปัญหาของตัวเองกับแฟน หรือเปล่า

หนังมีอะไรให้ถกเถียงกันอีกเยอะครับ

Anonymous said...

หนูไปดูมา 4 รอบแล้วค่ะ ประทับใจมากๆจริงๆ
ประทับใจความรักที่แจ็คมีต่อแอนนิส (ตอนที่พ่อของแจ็คเล่าให้แอนนิสฟังถึงสิ่งที่แจ็คหวัง เศร้ามากๆ)

ตอนที่แอนนิสพูดว่า jack i swear...หนูนึกถึงคำสาบานในโบสถ์ ตอนแต่งงานค่ะ

Vitaya S. said...

อืม หนังเอื่อยนะชัวร์เลย มันเหมือนเรากินอาหาร
บางอย่างนะ บางอย่างก็อร่อยรีบกินซะ บางอย่างต้อง
ละเลียดกิน เรื่องนี้ซ่อนอะไรไว้หลายอย่างในภาพ
ในคำพูด ในแววตานักแสดง ต้องค่อย "ละเลียด" ดู

I swear - หรือ Ennis บอกตัวเองว่า
ฉ้นสาบานจะปกป้อง ดูแลคุณตลอดไป เหมือน
เขาอาจจะรู้สึกว่า ตัวเองได้แต่งงานกับแจ็คแล้วมั้ง

ฟังดูไกลเกินไปหน่อย แต่คำว่า I swear...
คือ สิ่งที่คนดูแต่ละคนต้องเติมเอาเองว่า เขาจะ swear
อะไร -จริงๆ

Anonymous said...

ผมไปดูมาอีกรอบครับ
ที่บอกว่าเห็นด้วยกับพี่วิทยาว่าเอนนิสเขาสาบานอะไร
ผมได้ประเด็นใหม่มาครับ
จำตอนที่เอนนิสไปบ้านแจ็คแล้วเจอเสื้อของเขาได้ไหมครับ สังเกตว่าเสื้อตัวนอกเป็นเสื้อยีนส์ของแจ็คคลุมทับเสื้อตัวในซึ่งเป็นเสื้อเชิ๊ตแขนยาวของเอนนิสที่เละเ้ลือด แต่พอฉากจบตอนที่เอนนิสเปิดตู้เสื้อผ้า (in the closet)เสื้อของเอนนิสกลับมาอยู่้เป็นเสื้อตัวนอก คลุมทับเสื้อของแจ็คอีกทีหนึ่ง ผมเลยตีความได้ใหม่ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาแจ็คเป็นฝ่ายดูแลเอนนิสมาตลอด(เช่น ปลอบประโลม กอดเขา ดูแลเขาอยู่ห่างๆ เสนอให้ยืมเงิน)เอนนิสจึงสาบานว่าจะคอยดูแลแจ็คบ้าง(แม้ว่าแจ๊คจะตายไปแล้วก็ตาม)เพราะเขาเองก็คงเข้าใจแล้วว่าที่ผ่านมาตลอดกว่า20ปี แจ็คได้ให้ทุกสิ่งกับเขา ทั้งความรักและคอยโอบอุ้มเขาอยู่ห่างๆ แต่เขากลับเลือกชีวิตที่เสี่ยงน้อยที่สุด เอนนิสจึงเข้าใจแล้วว่าแจ็ครักเขามากขนาดไหน แล้วผมเองก็เข้าใจแล้วว่าที่ว่าเป็นหนังรักก็เพราะส่วนหนึ่งจากตอนจบอันนี้ด้วยครับ
หวังว่าคงจะถูกบ้างนะครับ
ผมว่าควรดูหลายๆ รอบ เพราะรายละเอียดในเรื่องทุกจุดไม่มีการบังเอิญหรือใส่เข้ามามั่วๆครับ
พี่วิทยาว่ายังไงบ้างครับ

Vitaya S. said...

หนังเรื่องนี้มีช่องให้คนดูตีความเอาเองด้วยครับ
มันจึงมีพลังมากๆ เพราะคนหนึ่งดู ก็จะรู้สึกต่างจาก
อีกคน และได้รับ "สาส์น" ที่บางครั้งอาจแตกต่าง
กันสุดขั้วก็ได้ มันถึงมีความหมายได้หลายอย่างในใจเรา