Sunday, September 10, 2006

กับบางสิ่งที่ขาดหายไป

เลิกแอบเสียที / วิทยา แสงอรุณ Metro Life นสพ. ผู้จัดการวันเสาร์ vitadam2002@yahoo.com
9-10 Aug 2006

ราวตีสี่ของวันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม ห้องไอซียู

ผมยืนนิ่งอยู่คนเดียว จ้องมองไปที่เครื่องตรวจวัดคลื่นหัวใจของชายชราที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียง เส้นกราฟ เสียงสัญญาณต่างๆ และตัวเลขบนหน้าปัดค่อยๆ ช้าลงๆ

คงไม่มีปาฏิหาริย์ใดเกิดขึ้นที่จะทำให้ร่างผอมบางของผู้เฒ่าวัย 71 ผู้ดูอ่อนล้าจะขยับเขยื้อนขึ้นมาได้ สองชั่วโมงก่อนหน้านี้ หมอและพยาบาลต่างผลัดกันขึ้นปั๊มหัวใจของเขาอย่างแข็งขัน จนผมรู้สึกเหนื่อยแทน พวกเราเลยตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าคงเพียงพอแล้ว

ผมมองไปที่เล็บมือของเขา มันเริ่มเป็นสีคล้ำ คลื่นหัวใจยังคงส่งสัญญาณอยู่ คงเป็นเพราะเครื่องปั๊มและอะไรต่างๆ ระโยงระยางจากตัวเขาที่คอยกระตุ้นให้เขาดูเหมือนยังมีชีวิต แต่ความจริง เขาไม่รู้สึกตัวมาตั้งหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้แล้ว

บนหน้าปัดเครื่องวัด ตัวเลขเริ่มเปลี่ยนจำนวน น้อยลงๆ จนในที่สุดกลายเป็นศูนย์

ผมยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ในห้องเย็นยะเยียบ ผมไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจาก...ความว่างเปล่า

พ่อจากไปตอนตี่สี่ ห้านาที

ในเย็นวันเดียวกัน เพื่อนๆ และญาติสนิทเริ่มทยอยกันมาในพิธีสวด ทุกคนยังคงรู้สึกตกใจตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์ ก็เพิ่งเมื่อวานนี้เองที่เราได้เจอกันและมาเยี่ยมพ่อในห้องไอซียู และสองวันก่อนหน้านั้น ดูอาการเขาแล้ว น่าจะกลับบ้านได้ภายในอาทิตย์นี้

พ่อเข้าโรงพยาบาลเพราะอุบัติเหตุแสนฮิต-หกล้มในห้องน้ำ โชคดีกระดูกไม่หัก แต่หมอบอกว่ามีกระดูกบางข้อยุบตัวทำให้ขยับลุกขึ้นมานั่งเองไม่ได้ และทำให้เขาเจ็บหลังสาหัส พ่อนอนอยู่โรงพยาบาลอาทิตย์กว่าๆ ก่อนที่พวกเราจะได้รับแจ้งว่า เขามีไข้ หายใจไม่สะดวก ต้องย้ายเข้าห้องไอซียูด่วน

เพียงอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้าเอง ห้องนอนใหม่ของเขาที่บ้านใหม่ที่พวกเราช่วยกันปลูกให้ก็จะเสร็จ

ก่อนพ่อจากไป ในช่วงรอยต่อของคืนวันเสาร์ย่างเข้าวันอาทิตย์ ตอนเวลาเที่ยงคืนเศษๆ ที่ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่คนโตให้รีบไปห้องไอซียู และก่อนที่ผมจะไปยืนข้างๆ เตียงนั้น ผมกำลังอยู่ในห้องคาราโอเกะกับเพื่อน

วันนั้น หลังจากดู Academy Fantasia รอบเพลงลูกทุ่งจนเกือบจะจบรายการ เราเกิดอาการคันอยากแหกปากร้องเพลง พออยู่ในห้องสลัวๆ แห่งนั้น และจับไมโครโฟนได้ อยู่ดีๆ ผมก็เกิดระลึกขึ้นมากะทันหันว่า ตอนเป็นเด็กชั้นประถม พ่อเคยให้ผมร้องเพลงให้ฟัง ผมจำไม่ได้ว่า ร้องเพลงอะไรไป แต่ยังไม่ทันจบ พ่อก็บอกว่า “อย่างแกต้องร้องเพลงลูกทุ่ง”

ผมเคยพยายามแล้ว แต่ไม่เคยสำเร็จ คราวนี้ ในห้องนี้ ผมจะลองร้องเพลงลูกทุ่งอีก แต่แล้วผมก็ร้องได้แบบเห่ยๆ ไปสองสามเพลง ก่อนที่ต้องรีบเผ่นไปโรงพยาบาล

“ดูหน้านายไม่เห็นเศร้าเลยเนอะ” เพื่อนคนหนึ่งทักขึ้นเมื่อเห็นผมในงานสวดศพวันแรก แล้วผมก็ได้ยินคำทักทายอย่างนี้อีกหลายหนหลายครั้งในวันอื่นต่อๆ มา

“พ่อเป็นคนร่าเริงมั้ง คงไม่อยากให้ใครเศร้า” ผมบอกผ่านๆ แล้วก็เหลือบไปดูรูปภาพขาวดำในกรอบขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าโลงศพสีขาว ผมมองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งในนั้น เขาสวมแว่นสีชา ในชุดสูท เขาเป็นใครกันแน่?

ผมพยายามนึกถึงเหตุการณ์ในวัยเด็กกับความทรงจำอื่นๆ ที่มีกับเขาคนนี้ แต่ดูเหมือนสิ่งที่พอจะนึกออกไม่แตกต่างอะไรกับควันธูปจางๆ ตรงกระถางแถวๆ นั้น

หลายปีมาแล้ว ผมเคยโกรธพ่อมากพอรู้ว่า เขามีเมียน้อยอยู่ต่างจังหวัด-อีกคน เป็นเมียน้อยคนที่สองของเขา ตอนเด็กๆ เราสี่พี่น้องเคยเจอเมียน้อยคนแรกพร้อมเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งน่าจะโตพอๆ กับน้องสาวผม

วันนั้นสองแม่ลูกลึกลับมาปรากฏตัวที่ประตูหน้าบ้านพร้อมกล่องของขวัญเบ้อเริ่มเพื่อมาอวยพรวันเกิดของพ่อในเดือนธันวาคม เขาไม่อยู่บ้านเช่นเคย เราปล่อยให้เขาทั้งสองคนยืนอยู่ตรงนั้น แล้วก็กลับไปอย่างเงียบๆ แต่นั่นก็หลายปีมาแล้ว ครอบครัวนั้นน่าจะเป็นประวัติศาสตร์ แต่พ่อก็สามารถสร้างอีกประวัติศาสตร์หนึ่ง พ่อมีลูกสาวอีกหนึ่งคนแอบซ่อนไว้ ไกลถึงเชียงราย

ผมเคยเก็บความโกรธนั้นไว้นานหลายปี ใจหนึ่งก็คิดว่า การที่พ่อเป็นคนเจ้าชู้ ทำผู้หญิงท้อง มีลูก ผลกรรมนั้นเลยตกมาที่ผม ‘ผมเลยเป็นเกย์’ ไง

คิดได้แบบนั้น ผมก็รู้สึกดีนะครับ เพราะหาคนๆ หนึ่งมารับผิดชอบกับสิ่งที่ผมเป็น แต่พอต่อๆ มา เมื่อผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น เมื่อผมเข้าใจโลกมากขึ้น ผมกลับไปคิดเรื่องนั้นอีกครั้ง และพบว่า การที่ตัวเราคิดโทษอะไร หรือใครอย่างนั้น มันไม่ได้เกี่ยวกันเลย มันคืออคติต่อสิ่งที่เราเป็นต่างหากที่ทำให้เราแสวงหา "หาเหตุ" กันเอาเองทั้งนั้น มันช่างเลื่อนลอยสิ้นดี

การเป็นเกย์ ทอม ดี้ หรือกะเทย ไม่เห็นต้องไปโทษใคร เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ผิด หรือสิ่งที่ชั่วร้าย เพราะฉะนั้นหากไปคิดว่า ต้องโทษบุพการี หรือผู้เป็นพ่อที่เป็นคนเจ้าชู้ หรือโทษพ่อที่ไม่มีบทบาทและไม่ทำตัวเป็นแบบอย่างให้ลูก ก็น่าสงสัยอยู่

ลองคิดดูนะครับ หากข้ออ้างเหล่านี้เป็นจริง การไม่มีพ่อที่ทำหน้าของพ่อ หรือมีบทบาทแบบพ่อ เป็นสาเหตุหนึ่ง ผมคิดว่า เด็กกำพร้าทั้งหลายในโลกก็น่าจะเป็นเกย์ ทอม ดี้ หรือกะเทยไปจนหมด

สำหรับพ่อผม ผมรู้สึกปล่อยวางกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อตัวเองอายุมากขึ้น ผมไม่คิดโกรธอีกแล้วที่เขาทำตัวเป็น “คาสซาโนวา” ยิ่งหลังจากได้คุยกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งเกี่ยวกับพ่อของหล่อน ผมเริ่มเข้าใจชีวิต และยอมรับความแตกต่างและไม่สมบูรณ์แบบของคน พ่อของเพื่อนผมคนนี้ก็เป็นเซลล์แมนและมีเมียน้อยเหมือนกัน

“เป็นเรื่องธรรมดาของคนเดินทางที่ห่างบ้านนะ ก็มักจะมีบ้านเล็กบ้านน้อย...” เพื่อนผมบอก พอได้ยินอย่างนั้น ผมก็รู้สึกดีขึ้น ไม่เหลือความโกรธอะไรอีกแล้ว แต่ผมกลับนึกถึงละครเวทีเรื่อง “อวสานเซลส์แมน”

ในวันหนึ่งของงานสวด พอเพื่อนคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก แล้วถามว่า พ่อเป็นอะไร (...ถึงเสียชีวิต) ผมบอกว่า “พ่อเป็นเซลส์แมน”

ช่วงงานสวดศพทั้งหมดรวมห้าวัน และอีกหนึ่งวันสำหรับลอยอังคาร ผมออกไปร้องเพลงกับเพื่อนๆ จน ดึกรวมสี่วัน หากญาติๆ กับพี่น้องรู้เข้า คงบอกว่าผมอุบาทว์มาก สำหรับผม ผมเพียงแต่รู้สึกว่า การไปร้องเพลงลูกทุ่งคงเป็นสิ่งหนึ่งที่อาจจะทำให้ผมกับพ่อรู้จักกันมากขึ้นก็เป็นได้

ในเวลานั้น ผมพยายามนึกถึงแต่เรื่องดีๆ ที่เกี่ยวกับเขา ในห้วงคำนึง นอกจากพ่อเป็นคนร่าเริง คุยสนุก และสามารถชวนคนแปลกหน้ามาพูดคุยด้วยได้เสมอ

ผมพยายามนึกถึงคำสั่งสอนของเขา มันค่อนข้างลางเลือน แต่มีสิ่งหนึ่งที่พอจำได้ พ่อเคยกินเงินเดือนสูง ส่งน้องๆ เรียน พ่อเคยเป็นผู้จัดการในบริษัทขายบุหรี่ และชอบย้ำว่า ถ้าใครในบ้านสูบบุหรี่จะเตะออกไปนอกบ้านเลย มันคงทำให้ผมเกลียดควันบุหรี่เป็นชีวิตจิตใจ และอีกเรื่องที่พ่อชอบพูดคือ พ่อเคยถูกเพื่อนรักโกงเงิน “อย่าไว้ใจใครเกินร้อย เราต้องมีทางถอยหลังบ้าง” ผมจำคำนี้ได้ดี

บางที ผมก็ไม่รู้ว่า ใครเป็นคนแปลกหน้า ระหว่างเรา คงเป็นเพราะพ่อไม่ค่อยอยู่บ้าน และพอผมโตแล้ว ผมเองก็เป็นฝ่ายไม่ค่อยอยู่บ้านเสียเอง เวลาเจอหน้ากันที ไร ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องอะไรกับเขา เราไม่มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน แต่ผมจะลูบหลังเขาเบาๆ เมื่อถึงวันที่ผมต้องเอาสตางค์ไปส่ง แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรพิเศษหรอกนะ บอกแต่ว่า ไม่ต้องเป็นห่วง ผมเอาตัวรอดได้

งานวันเผาศพ ผมยังคงได้ยินคำถามจากเพื่อนๆว่า ทำไมดูหน้าตาไม่เห็นเศร้าเลยล่ะ ผมก็ยังคงตอบไปอย่างเดิมว่า “พ่อเป็นคนร่าเริงมั้ง คงไม่อยากให้ใครเศร้า...”

บรรดาแขกที่มาในงานวันนั้นมีมากมายจนผมแน่ใจว่า พ่อต้องดีใจแน่ๆ และไม่อยากเห็นใครต้องเศร้า

ถึงเวลานั้นแล้ว

ประตูอัตโนมัติของห้องเผาศพค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ หลังจากดอกไม้จันทน์ดอกสุดท้ายถูกโยนเข้าไปในกองเพลิงข้างใน ผมเป็นคนสุดท้ายที่ส่งดอกไม้นั้น พ่อกำลังจะจากไปแล้วอย่างเป็นทางการ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวตอนนี้ ช่างดูเชื่องช้าไปหมด

ผมรู้สึกหน่วยตาเริ่มร้อนๆ ผมรีบคว้าผ้าเช็ดหน้าออกมาซับมันไว้ ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่า ที่ผมรู้สึกเช่นนั้นเป็นเพราะบรรยากาศพาไป ผู้คนรอบข้างกำลังสะอึกสะอื้น หรือเป็นเพราะเพลงไทยที่กำลังบรรเลงอย่างโศกและส่งเสียงดังกระหึ่มท่วมหัวใจอยู่ทั่วบริเวณนั้น หรืออาจจะเป็นเพียงเพราะควันธูปบางๆ ที่ลอยมาจากแถวนั้น

บอกต่อกันไป : Little Big Film Project 10 ที่ลิโด้ มีหนังรักครบทุกรส หญิง-ชาย ชาย-ชาย หญิง-หญิง เริ่มเรื่องแรกแล้ว 31 สิงหาคม พลาดไม่ได้กับ Queens (สเปน) Blue (ญี่ปุ่น) และ Soap (เดนมาร์ก) น่าจะตั้งชื่องานว่า Mini Gay & Lesbian Film Festival ท่าจะดี

-end-

All rights served.

13 comments:

สาวอิสานรอรัก said...

ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ
ที่ได้ยินข่าว การจากไปของใครบางคน

สาวอิสานรอรักก็มีพ่อแม่ที่อาวุโสมากแล้วค่ะ
มาวันนั้นมาถึง สาวอิสานรอรักเองก็ยังไม่ทราบ
เลยค่ะว่าจะทำใจอย่างไร

สาวรอรักชอบผมโยคนี้ค่ะ
"ประวัติศาสตร์"

ประวัติศาสตร์ที่เราได้ร่วมสร้างไว้กับใครสักคน
หากเป็นเรื่องที่ดี ก็เป็นประวัติศาสตร์ส่วนตัวที่ดี
ถ้าเป็นเรื่องไม่ได ก็เป็นประวัติศาสตร์ส่วนตัวที่ไม่ดี

ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรร่วมกันเลย
ก็คงนึกไม่ออกว่าจะคิดถึงกันว่าอย่างไร

สาวอิสานรอรักเกิดมาในครอบครัวสมบูรณ์แบบค่ะ
เมื่อวันแห่งการจากลามาถึง
สาวอิสานรอรักคงร้องไห้น้ำตาท่วมหัวใจ
และคงไม่มีแผงอกใดให้ ผ่อนคลาย
เพราะสาวอิสานรอรัก ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนเสียที
เพราะมัวแต่เป็นเจ้าสาวที่กลัวฝน อยู่ค่ะ

แต่สาวอิสานรอรักคิดอย่างนี้นะคะ
ไม่มีอ้อมกอดใด อบอุ่นเท่าอ้อมกอดของเราเอง
ไม่มีคำปลอบใจได้ อบอุ่นเท่าคำปลอบโยนที่กล่อมใจเราเอง

แต่ถ้า แต่ถ้า
มีใครสักคนแบ่งปันความรู้สึก็คงดีไม่น้อย

บุญรักษาค่ะ
สาวอิสานรอรัก

big said...

ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ

b&w said...

ขอแสดงความเสียใจด้วยครับกับการจากไปของบุคคลสำคัญของพี่

รู้สึกดีนะครับที่พี่เขียนเรื่องนี้
มันทำให้ได้รู้จักพี่มากขึ้นน่ะครับ

beemanufan said...

ทีจริงพี่วิทย์เมล์บอกเราเรื่องพ่อพี่เสียแล้วนะเนี่ย แต่เราไม่ได้ตอบกลับไป แสดงความเสียใจด้วยนะคะ ส่วน little big film อยากปดู แต่อดเหมือนเดิม เห็นรายละเอียดจากเจาะโลกมายา อยากดูมาก โดยเฉพาะ queen แต่พึ่งรู้เนี่ยละค่ะ ว่าญี่ปุ่นมีหนัง ญ รัก ญ ด้วย วัฒนธรรมปิดซะขนาดนั้น แทบไม่เปิดรับเพศที่สามเลยล่ะ

Anonymous said...

ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ
เป็นกำลังใจให้ครับ ติดตามงานเขียนมาตลอด
จาก dr.devil

Good Health said...

ขอแสดงความเสียใจด้วยอีกคนนะครับ

คุณพ่อของพี่เค้าไปสบายแล้วล่ะ ก็คงเหลือแต่พวกเรานี่ล่ะที่ยังต้องทนลำบากกันอยู่ อย่าคิดอะไรมากนะครับ ยังไงน้องคนนี้ก็ยังคงเป็นกำลังใจให้เสมอ

และขอโทษด้วยนะครับที่ไม่มีแม้กระทั่งเวลาไปร่วมงานด้วยจริงๆ

ครับผม...........

tongkon said...

ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ

ท่านไปสบายแล้วหละ

เหลือแต่พวกเราต้องผขญภัยในโลกสีม่วงต่อไป

อิทธ์ said...

ขอแสดงความเสียใจด้วยคับ ผมไม่ทราบข่าว

คิวว์ said...

....
....






RIP ค่ะ

อิทธ์ said...

มาอ่านดูของตัวเอง ทำไมมันเหลือแค่นี้ ห้วนมากๆๆๆ

"ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ ผมไม่ได้ทราบข่าวเลย เพิ่งจะทราบจากบล็อคของพี่นี่แหละครับ เป็นกำลังใจให้ครับ พ่อของพี่ไปสบายแล้วครับ พวกเราซิที่ตอนนี้สบายกันหรือยัง"


“ทุกขอริยสัจ” คือ .....
.....ความเกิดก็เป็นทุกข์
.....ความแก่ก็เป็นทุกข์
.....ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์
.....ความตายก็เป็นทุกข์
.....ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์
.....ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์
.....ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์

แม้ว่า...
การพลัดพราก จากสิ่งที่รัก เป็นทุกข์
เป็นหนึ่งสัจธรรม ที่มิอาจเป็นอื่นไปได้
แต่การ "รับรู้" การพลัดพราก ด้วยสติ นั้น
อาจ ทำให้เกิด "มี" เกิด "เป็น" และ บังเกิดขึ้นได้
ด้วย "ปัญญาแห่งตน" มิใช่ จากใครที่ไหน

จงเผชิญ และรับรู้ สภาวะนี้ ด้วยใจที่ องอาจ
กล้าหาญ และ เข้มแข็ง อย่าง คนที่ รับรู้
ทั้ง ทุกข์ ทั้ง สุข เฉกเช่นเดียวกัน

หลิน said...

เสียใจด้วยนะคะ
ขอบคุณด้วยสำหรับเรื่องราวของพี่กับพ่อ ที่ทำให้เราย้อนกลับมาดูว่าแล้วเรากับพ่อเป็นอย่างไรบ้าง

เราก็โกรธพ่อเหมือนกันที่พ่อเคยมีเมียน้อย
แต่ตอนนี้เราเองก็มีชีวิตที่ทำตามความคาดหวังของเขาไม่ได้เหมือนกัน อย่างจะให้แต่งงานมีลูก


สุดท้ายนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้พี่สำหรับการทำงานดี ๆ ต่อไปในอนาคต

nopmak said...

ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ

O1235 said...

ขอร่วมแสดงความเสียใจด้วยครับ
บางอย่างมันเกิดขึ้นเร็วจนบางครั้ง
เราก็ไม่ทันตั้งตัว

เปล่าประโยชน์ที่จะมาร้องไห้ฟูมฟาย
มันเป็นสัจธรรม จากที่คุณวิทยาเล่า
ผมคิดว่าที่คุณดูไม่เศร้า คงเพราะเวลาที่
ได้มีชีวิตอยู่ร่วมกันกับคุณพ่อ คุณได้ทำ
อย่างดีที่สุดแล้ว และท่านก็คิดเช่นกัน
เพราะฉะนั้นความเสียใจจึงแทบไม่มี

ผมเพิ่งมาอ่านในอีกสัปดาห์ให้หลัง
ก็เป็นกำลังใจให้นะครับ