Sunday, January 07, 2007

ยอมรับ แต่...ไม่ยอมแพ้

เลิกแอบเสียที / วิทยา แสงอรุณ Metro Life นสพ. ผู้จัดการวันเสาร์ vitadam2002@yahoo.com 30-31 Dec 2006
(หมายเหตุ บทความชิ้นนี้ โพสต์สลับวันกับบทความอาทิตย์ที่แล้ว บทความชิ้นนี้คือชิ้นที่ตีพิมพ์ก่อนปีใหม่ครับ ขออภัยที่สลับกัน)

ครั้งสุดท้ายที่คุณ “ถูกปฏิเสธ” คือเมื่อไหร่? สองเดือนที่แล้ว อาทิตย์ที่แล้ว หรือเพิ่งจะเมื่อคืนนี้เอง?

คุณออกไปพบปะผู้คนอีกครั้ง คุณมองเห็นใครคนหนึ่ง เขายืนอยู่ตรงนั้น เขามองมาที่คุณ คุณมองไปที่เขา ลังเลอยู่นาน...จนในที่สุด เพื่อนๆ ตัวดีของคุณ ก็ยุยงส่งเสริมให้คุณกล้าๆ หน่อย คุณยอมแพ้แรงยุที่โหมกระหน่ำ แต่คุณก็อ้างเข้าข้างตัวเองได้ว่า เอาก็เอาวะ...เพื่อเพื่อน

แล้วคุณก็ควานหาเศษกระดาษเล็กๆ ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ขอยืมปากกาจากเด็กเสิร์ฟ บรรจงเขียนลงไป

“คุณน่ารักจัง ผมอยากรู้จักครับ”

สาส์นของคุณในมือเพื่อนคนหนึ่ง กำลังเดินทางไปหาเป้าหมาย คุณแกล้งทำเป็นไม่ตั้งใจจะมอง แต่สายตาระวังสังเกต เขารับมันไป ค่อยๆ คลี่ออกมาอ่าน เขายิ้มขึ้นนิดหนึ่ง แล้วแรงยุยงส่งเสริม ก็ตามมาอีกระลอก คราวนี้ คุณถือแก้วพร้อมจะออกเดินอยู่ตั้งนานแล้ว

คุณตัดสินใจ ยินยอมเป็นผู้เปิดเผยความต้องการ และเตรียมทำความรู้จักเขาคนนั้น

ทุกย่างก้าวยิ่งทวีความตื่นเต้น ขณะที่คุณเข้าไปใกล้เขามากขึ้นๆ ไออุ่นจากตัวเขาเข้ามากระทบเนื้อตัวคุณ กระทั่งเสียงลมหายใจ คุณก็รับรู้มันอย่างชัดเจน แม้เสียงเพลงจะดังกลบสองรูหู แต่พอยิ่งเข้าใกล้ คุณเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่แปลกออกไป เขาชนแก้วกับคุณ แต่ดูเหมือน เขาพอใจ แค่เพียงชนแก้วเท่านั้น

แล้วคุณก็รู้สึกเหมือนถูกจับโยนออกมา เหมือนเป็นสิ่งของอะไรสักอย่าง

คุณผู้อ่านครับ คงไม่ปฏิเสธว่า การ “ถูกปฏิเสธ” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในชีวิต ดีกรีของมันอาจต่างกันตามแต่สถานการณ์

คุณไม่ได้เป็นคนที่เจ้านายเลือกให้ทำงานชิ้นนั้น คุณไม่ได้รับรางวัลนักศึกษาดีเด่น คุณโทรฯ ชวนเพื่อนไปดูคอนเสิร์ต แถมบัตรฟรีให้ต่างหาก แต่น่าแปลก ไม่มีใครว่างซักคน คุณกำลังเดทกับคนๆ หนึ่ง ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แล้วเขาก็กลับเงียบเป็นเป่าสาก โทรฯ ไป ก็ไม่โทรฯ กลับ ฝากข้อความเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ จนคุณเริ่มชิงชังการกระทำของตัวเอง

คุณรู้สึกไร้ค่าขึ้นมาอีกแล้ว คุณไม่อยากเป็นอย่างนี้เลย

เมื่อคุณถูกปฏิเสธ นอกจากจะรู้สึกหมดศักดิ์ศรีไม่มีราคา และรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการแล้ว ที่คุณรู้สึกว่า “ไม่อยากเป็นอย่างนั้นอีกเลย” ก็เพราะ คุณกำลังรู้สึกไม่ปลอดภัย และสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ในตอนนี้ ถ้าเป็นไปได้ คุณอยากจะหนีไปให้พ้นๆ ยิ่งได้ล้มตัวลงนอนแล้วเอาผ้าห่มคลุมโปงไว้ตลอดกาล คุณจะรีบทำทันที

คนส่วนใหญ่จะโทษตัวเองเป็นอันดับแรก คุณเองอาจจะพยายามมองหาเหตุผลอื่นๆ คิดไปต่างๆ นานาว่า คุณคงมีอะไรเสียหาย หรือไม่เหมาะสมที่จะทำความรู้จักกับเขาคนนั้น กระทั่งแค่พูดคุยกันงั้นหรือ? จนแล้วจนรอด คุณก็หาคำตอบไม่ได้ซะที สิ่งที่คุณพบอย่างเดียวคือตัวเอง และเพื่อเป็นการบูชายัญให้กับความพ่ายแพ้ คุณจะคอยมองหาเหตุอื่นๆ มาโทษตัวเองได้ไม่หยุดหย่อน

สิ้นปีแล้ว คอลัมน์นี้คงไม่มีอะไรมอบให้คุณผู้อ่าน นอกจากบทความชิ้นสุดท้ายของปีนี้ที่ยังคอยเป็นกำลังใจให้ มันไม่ใช่คำอวยพรให้มีความสุขและมีสุขภาพแข็งแรง แต่ผมอยากจะอวยพรให้คุณผู้อ่านของผม รู้จักปรับตัวเองใหม่ให้ “ยอมรับ” แต่ไม่เคยที่จะ “ยอมแพ้”

เมื่อใดก็ตามที่คุณ “จิตตก” เพราะเพิ่งถูกปฏิเสธมา ขอให้คุณกลับมาอ่านบทความนี้ใหม่ แล้วคุณจะผ่านมันไปได้อีกครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักมีคำแนะนำมาให้มากมายสำหรับผู้ที่ถูกปฏิเสธ และรู้สึกผิดหวังในชีวิตที่ยังหาใครมาควงไม่ได้ เท่าที่ผมเคยประสบและอ่านพบจากจดหมายของท่านผู้อ่าน แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่ก็มีหลายส่วนที่มีคำแนะนำคล้ายๆ กัน และมีประสบการณ์คล้ายกัน ลองปฏิบัติดูนะครับ

อันดับแรก “จับกระแสอารมณ์โดยด่วน” อย่างซื่อสัตย์ ลองวัดดูว่า ตอนนี้ ณ บัดนี้ เวลานี้ คุณรู้สึกยังไงกันแน่ โมโหสุดๆ? แค้น เศร้าลึกๆ หรือแค่รู้สึกรำคาญหงุดหงิดตัวเองที่ไม่ได้ดั่งใจ ? ลองพยายามแยกแยะอารมณ์เบื้องต้นเหล่านี้ดูนะครับว่า มีส่วนผสมเป็นอะไรบ้าง ไม่ต้องรู้สึกผิดที่พบความรู้สึกอย่างนั้น มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ สิ่งสำคัญที่บรรดานักจิตวิทยาแนะนำคือ ยิ่งคุณรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเร็วเท่าไหร่ คุณจะ “เยียวยา” ตัวเองให้พ้นจากความขุ่นมัวที่โดนปฏิเสธได้เร็วขึ้นเท่านั้น

ข้อสอง “เติมส่วนที่ขาด” หลังจากโทษตัวเองจนหนำใจแล้ว และรับรู้อารมณ์ที่แท้จริงแล้ว คุณจะค่อยๆ เรียกสติบางส่วนกลับคืนมา ส่วนที่หายไปก่อนหน้านี้ก็คือ คุณลืมไปว่า คุณก็เป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอะไรบางอย่างมาแล้วเหมือนกัน ลองนึกทบทวนดู นึกถึงเรื่องที่คุณเป็นผู้ชนะมาก่อน นึกถึงเหตุการณ์ที่คุณฝ่าฟันจนล่วงพ้นอุปสรรค และคุณฉลองให้กับสิ่งนั้นยังไง จริงๆ แล้ว ชีวิตคนเรา มีเรื่องสมหวังและผิดหวัง คุณคิดจะจมอยู่กับความผิดหวังเพราะโดนปฏิเสธ...ตลอดไปงั้นหรือ?

ในขั้นที่สามนี้ ผมว่า บางทีก็ทำยากมากๆ ยิ่งกับคนไทย เพราะเราเป็นชาติที่อ่อนไหว และมักคิดเล็กคิดน้อยอยู่บ่อยๆ โดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าคุณทำได้ คุณน่ะ สุดยอดเลยนะครับ ฝรั่ง เขามีคำพูดหนึ่ง เวลาที่เกิดปัญหากับใครคนหนึ่ง เช่นเพื่อนร่วมงาน หรือเกิดทะเลาะกับเพื่อนฝูง ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง เขาจะพูดว่า “Don’t take it personally.” คืออย่าถือเป็นอารมณ์ส่วนตัวให้ใหญ่โต จะสร้างความกินแหนงแคลงใจระหว่างกันเปล่าๆ คุณอาจรู้จักคนๆ นั้นมานานแล้ว หรือเขาเป็นคนแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิง เมื่อเขาปฏิเสธคุณ อย่าพยายามคิดว่า ต้องเป็นเรื่องส่วนตัวที่ต้องเก็บไปคิดแค้นยาวนานให้สาสม ก็แค่ “คลื่นมันจูน” ไม่ตรงกัน เท่านั้นเอง Don’t take it personally!

ข้อที่สี่ ข้อนี้ได้ยินกันบ่อยๆ แต่มีน้อยคนจะตั้งสมาธิ ทำให้เกิดเป็นจริงได้ “ผู้เชี่ยวชาญ” บอกว่า จงมองสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นครูสอนใจ การถูกปฏิเสธ ในหลายๆ กรณีจะเปิดโอกาสให้เราหันกลับมามองตัวเองอีกครั้ง และเรียนรู้ภาวะอารมณ์ของตัวเอง รู้จักตัวเองมากขึ้น มันคือห้องเรียนธรรมชาติ มีอีกคำกล่าวหนึ่งที่ผมชอบมากคือ The difference between losers and winners is that losers don't fail enough. หมายความคร่าวๆ คือ มีสิ่งหนึ่งที่ผู้แพ้และผู้ชนะแตกต่างกันก็คือ ผู้แพ้นั้น ยังพ่ายแพ้ไม่เพียงพอ เลยไม่ได้เรียนรู้เพื่อจะเป็นผู้ชนะ ก็เหมือนคนอกหักแหละครับ อกหักบ่อยๆ มักจะแข็งแรง

มีเรื่องแปลกแต่จริงอยู่เรื่องหนึ่งที่คุณคงเคยประสบมาแล้ว คุณอาจเคยได้ยินใครบางคนบอกว่า ผมไม่เคยโดนปฏิเสธ นอกจากเขาจะสื่อความให้คุณรับรู้ว่า เขาเป็นที่ต้องการ เขา “ฮ็อต” เสมอ เขาเหนือกว่าใคร คนอย่างนี้น่ากลัวครับ คือส่วนใหญ่ จะเป็นคนรีบปฏิเสธคนอื่นๆ ก่อน เพราะเขากลัว และไม่มั่นใจในตัวเองหากกลายเป็นคนโดนปฏิเสธเสียเอง เมื่อคุณเจอคนประเภทนี้ จงคิดเสียว่า พวกเขากำลังป้องกันตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาเก่งกว่าคุณ หรือเหนือกว่าคุณ

เมื่อโดนปฏิเสธ จงยอมรับมัน มันเกิดขึ้นแล้ว แต่อย่ายอมพ่ายแพ้เป็นอันขาด เหนื่อยนัก ก็พักการ “ค้นหา” บ้างนะครับ

-end-

All rights reserved.

6 comments:

beemanufan said...

บทความนี้ ใช้ได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย เพราะผู้หญิงบางคน จีบก่อนก็มีค่ะ พี่วิทยื ส่งเมล์ไปหานะคะ มีเรื่องปรึกษาด้วยค่ะ

Anonymous said...

ขอบคุณสำหรับบทความให้กำลังใจดีๆ ต้อนรับปีใหม่เศร้าๆ ของผมครับ :)

Anonymous said...

เป็นเรื่องธรรมดา ขนาดแอ็ปเปิ้ลบนยอดต้น ก้อเคยโดนปฏิเสธมาเหมือนกัน แต่ก้อไม่แคร์ ปรัปปรุงตัว ดูแลสุขภาพ รักษารูปร่างให้ดี ทำจิตใจให้เบิกบาน นิสัยน่ารักจริงใจ เป็นคนดี เดี่ยวก้อมีแต่คนมาแย่งกันเองล่ะ
มีคนมาตามดีกว่าไปตามใครก้อไม่รู้ ถูกปฏิเสธมา เสียselfอีกต่างหาก

Anonymous said...

เมื่อคืนนี้ 12 มค. 50 00.30 น. ผมถูปปฏิเสธก่อนหน้าที่จะได้อ่านบทความนี้ ปกติผมจะได้อ่านทุกวันเสาร์เช้าคับ เมื่อคืนเดินทางกลับมาจากเชียงใหม่ก้อโทรศัพท์ไปหาเขา เพราะผมทนไม่ได้ในบางเรื่องที่เขาพยายามปิดบังซ่อนเร้นเอาไว้ 2 เดือนกว่า ๆ ผมไม่เคยเสียดายความรู้สึกดี ๆ เลยนะเพราะผมจะมีให้กับทุกคนที่ผมคบด้วย แต่ผมเสียใจที่ลืมเขาไม่ลง หลังจากทีทผมโทรศัพท์เสร็จน้ำตามาจากไหนไม่รู้มันพรั่งพรู ผมต้องการระบายออกมาบ้าง ผมหยิบโทรศัพท์โทรหาเพื่อนเพื่อระบายความเศร้า ตอนนี้เพื่อคือคนที่ดีที่สุดสำหรับเราแล้วคับ ผมก้อพูดไปร้องไป นานมากๆๆ ผมว่าการได้ระบายสิ่งที่มันอัดอั้นในใจกับคนที่เราไว้ใจได้นี่มันคือทางออกที่ดีกว่าการที่จะมานั่งจบอยู่กับอดีตซะอีก พอคุยกับเพื่อนเสร็จ ผมโทรไปหาคนที่ผมเคยคบมาแต่ตอนนี้เปนเพื่อนสนิทอีกคนคับ น่าแปลกที่เขาไม่บ่นว่าผมสักคำ ผมถามเขาว่าตอนนั้นที่เราเลิกกัน (ฆลงัจากคบมานาน 2 ปี) เขาเปนแบบผมไหม เขาเจ็บแบบผมไหม ไม่น่าเชื่อว่าผมจะร้องไห้กะเขา แต่เขาไม่อยากจะรื้อฟื้อเรื่องอดีตของเรา ก้อได้แต่ปลอบโยนผม ผมเข้าใจแล้วล่ะคับ บางทีการโดนปฏิเสธนี่ได้ทำให้เราเห็นค่าของตัวเองมากขึ้น ตาสว่างขึ้น แล้วก้อรักเพื่อนมากขึ้นด้วย .....

Anonymous said...

เวลาโดนปฏิเสธแต่ละครั้ง ... จะเจ็บอยู่นาน
นานจนไม่อยากเริ่มต้นใหม่

คุณวิทยาเขียนได้ดีครับ
big

bushyen said...

แต่ก็มีหลายคนน่ะพี่ที่ไม่เคยโดนปฏิเสธ

ไม่ใช่เพราะหล่อเริ่ด หุ่นสุดยอด

แต่เพราะไม่กล้าเข้าไปหาคนอื่นก่อน และไม่เคยเอ่ยปากบอกชอบใครต่างหากละครับ

เลยเป็นโสดอยู่จนปัจจุบันนี้อ่ะพี่ / จะเศร้าหรือขำดีครับ